ข้ามภพมีจริง เด็กหญิงคนนึง ฝันแปลกๆ ซ้ำๆ จนได้พบรูปโบราณ หน้าคล้ายกัน เหลือเชื่อมาก จนคุณต้องขนลุก!!

เรื่องมีอยู่ว่า…อรวรรณ ลูกศิษย์ของ ครูก้อง ได้เล่าเรื่องราวที่ น่าขนลุกและแทบไม่น่าเชื่อของเธอ ผ่านการเขียนของครูก้องที่เรียบเรียงออกมาได้อย่างน่าติดตาม ซึ่งขณะนี้มีทั้งหมด 5 ตอน อรวรรณมักฝันเห็นผู้คนแปลกหน้า สถานที่เดิมๆ เหตุการณ์เดิมๆ จนกลายเป็นความคุ้นชินและรู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่ฝัน แต่ผู้คนแปลกหน้าเหล่านั้นคือเพื่อนสนิทของเธอจริงๆ จนกระทั่งเธอได้พบรูปโบราณรูปหนึ่ง เป็นรูปถ่ายหมู่ของเด็กสาวอายุราวๆ 13 ปี และแล้วเธอก็ต้องสะดุดกับภาพนี้เพราะเธอมั่นใจว่าทุกคนในภาพคือเพื่อนในฝัน ของเธอ แถมยังมีรูปที่หน้าเหมือนเธออยู่ในนั้นด้วย เธอแน่ใจแต่ไม่สามารถพูดกับใครได้ เพราะทุกคนต่างคิดว่า เธอช่างคิด ช่างทำจึงทำให้ฝันถึงเหตุการณ์เดิมๆ อยู่หลายครั้ง

ในที่สุดเวลาก็นำพาให้เธอได้กลับมาเจอกับเพื่อนรักในอดีต เมื่อราวๆ ปี 2470 เมื่อเธอเข้าไปที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา อรวรรณถึงกับสะดุ้งกับภาพที่เห็นตรงหน้า และมีเสียงแว่วดังมาว่า อร ฉันดีใจอย่างแรง ฉันคิดถึงเธอ และแล้วเหตุการณ์นี้เองก็ทำให้อรวรรณ ได้เรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมด

รับรองเลยว่าถ้าคุณได้อ่านเรื่องราวทั้งหมดของเธอแล้ว จะต้องขนลุกตามแน่นอน เพราะไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องข้ามภพข้ามชาติเมื่อ 80 ปีที่แล้วจะเกิดขึ้นจริง

ตอน 1 ภพชาติ…

อรวรรณ ลูกศิษย์ชั้นม.6 ที่ร.ร.ผม เธอเล่าให้ฟังว่า เธอมักฝันว่า เธอมีเพื่อนหลายคนที่สนิทกันมากในอดีต แล้วเธอจะไปวิ่งเล่นกับเพื่อนสนิทเหล่านี้ที่ริมทะเลเสมอ เพื่อนๆในฝันเป็นเพื่อนชั้นประถม เธอฝันว่าวันหนึ่งไปเดินเล่นกับเพื่อนๆในงานวัดที่ไหนสักแห่ง ภาพเลือนลางจนจำไม่ได้ว่าเป็นวัดอะไร ดูเหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันนานมากแล้ว และเหมือนเธอได้ไปที่นั่นมาจริงๆ แต่เพื่อนๆเหล่านี้ไม่มีตัวตนอยู่ในชีวิตจริง เธอฝันเรื่องนี้ซ้ำๆจนจำสถานที่และหน้าเพื่อนในฝันได้ทุกคน แต่ไม่รู้ว่าเป็นทะเลที่ไหน วัดอะไร และเพื่อนเหล่านี้คือใคร ฝันบ่อยจนแปลกใจ เล่าให้แม่หรือใครๆฟัง เขาก็ว่าเธอย้ำคิดย้ำฝัน เธอจึงไม่เล่าให้ใครฟังอีก เพราะเธอจะกลายเป็นคนย้ำคิดย้ำทำหรือช่างจินตนาการ

เมื่อไม่กี่วันมานี้ พ่อเธอได้เงินโบนัสจากการทำงานก้อนหนึ่ง จึงพาครอบครัวไปเที่ยวที่จังหวัดสงขลา เธอได้เล่นน้ำทะเลที่นั่นกับน้องชาย เธอบอกว่าคล้ายกับทะเลที่เธอวิ่งเล่นกับเพื่อนๆในความฝัน แต่เธอคงจินตนาการไปเองอีกแล้วกระมัง เธอเตือนตัวเองอย่างนั้น เธอได้กินอาหารอร่อยกับครอบครัว เที่ยวสนุก เธอมีความสุขมาก

ยามค่ำคืนพ่อพาไปเดินเล่นในตัวเมือง เจอร้านถ่ายรูปร้านหนึ่งในจังหวัด เป็นร้านเก่าแก่ ดูโบราณ พ่อจึงพาครอบครัวเข้าร้านเพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ในร้านมีรูปเก่าติดข้าง ฝาหลายรูป เธอสะดุดตากับรูปๆหนึ่ง จึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆรูปนั้น เธอรู้สึกคุ้นเคยมาก เมื่อเข้าไปยืนที่รูป เธอต้องประหลาดใจกับสิ่งที่ได้เห็น ภาพเก่าโบราณสีขาว-ดำ ในกรอบไม้เก่าๆ แต่ยังอยู่ในสภาพดี มีเด็กสาวน้อย 10 คนยืนถ่ายรูปร่วมกันในร้าน เธอจำเด็กๆเหล่านั้นได้ดี ทุกคนคือเพื่อนในความฝันของเธอเอง ใช่แน่ๆ และคนที่นั่งทางซ้ายสุด ทำไมเด็กสาวคนนั้นหน้าเหมือนเธอราวกับฝาแฝด ใต้รูปนั้นเขียนไว้ว่าถ่ายเมื่อ ปี 2470

** ถ้านับจากวันที่ถ่ายรูป จนถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 88 ปี แต่ดูจากรูปแล้วเด็กๆเหล่านี้น่าจะมีอายุราว12 ถึง13ปี ซึ่งถ้าเด็กสาวในรูปยังมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน พวกเธอจะมีอายุราว 100 ปีพอดี….

ตอน 2 ภพชาติ..

อรวรรณยืนงงกับรูปที่อยู่ตรงหน้าเธอ เธอบอกว่าเธอทั้งงง ทั้งตะลึง สับสนและก็กลัวผสมปนเปกันไปจนพูดอะไรไม่ถูก เธอรีบดึงแขนพ่อกับ แม่แล้วชี้ให้ดูรูป พ่อกับแม่ตะลึงเล็กน้อย แต่ก็พากันหัวเราะและคิดว่าช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้… ..หน้าลูกโหลจริง ๆ พ่อกระเซ้าลูกสาว…น้องชายถามเธอว่า พี่อรมาถ่ายรูปไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่?

อรวรรณไม่รู้จะบอกพ่อและแม่อย่างไรถึงเรื่องเหลือเชื่อที่เกิดขึ้น…เธอไม่เคยเล่าเรื่องความฝันที่ฝันซ้ำๆเรื่องนี้ให้พ่อหรือแม่ฟังอีกเลย และที่สำคัญ ใครจะไปคิดว่าเพื่อนในความฝันของเธอจะมีรูปจริงๆที่กำลังอยู่ตรงหน้าเธอใน ขณะนี้ เธอขออนุญาตพ่อและแม่เพื่ออัดรูปนี้จากร้าน โดยบอกเหตุผลว่าเธออยากเอาไปอำเพื่อนๆที่โรงเรียนว่าเธอเคยอยู่ในภาพนี้ เมื่อหลายปีมาแล้ว ไม่ใช่เรื่องยากที่ร้านสมัยนี้จะสแกนหรือถ่ายแล้วอัดรูปนี้ให้เธอได้ใหม่ แต่ต้องมารับในอีก 2 วัน ซึ่งเป็นวันกลับกรุงเทพฯพอดี

อรวรรณบอกว่าเธอสับสนและกังวล..รวมทั้งกลัวอยูบ้างตลอดเวลา แต่ไม่รู้จะ บอกใคร จะตัดสินใจเล่าให้พ่อแม่ฟังอีกสักครั้ง พ่อแม่จะเชื่อเธอมั๊ย? รึคิดว่าเธอ บ้าไปรึเปล่า? สุดท้ายก็ไม่กล้าบอก ได้แต่เก็บความกังวลและประหลาดใจไว้คนเดียว…

ผมรู้สึกสงสารที่อรวรรณพูดถึงเหตุการณ์ในช่วงนั้น นี่คือเด็กคนหนึ่งที่ มีความลับสักอย่างที่อึดอัดใจ แต่ไม่กล้าเล่าให้คนในครอบครัวฟัง เพราะเกรงจะถูกกล่าวหาว่าไร้สาระหรือชอบโกหก เธอเล่าต่อว่า………

อาจารย์ขา…พอช่วงค่ำ หนูขอไปนอนเตียงแม่ แล้วให้น้องนอนกับพ่อแทนค่ะ แม่ก็รู้สึกแปลกเหมือนกัน แม่ถามว่าหนูกลัวอะไร หนูก็บอกว่าหนู้รู้สึกแปลกที่ อยากนอนกับแม่ แม่ก็เลยไม่ได้เอะใจในเรื่องนี้ค่ะ

อรวรรณไหว้พระก่อนนอนทุกคืน แต่เธอบอกว่าคืนนี้เธอสวดมนต์ยาวและท่องบทแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์และญาติมิตร รวมทั้งเจ้าที่หรือวิญญาณที่ไม่มีญาติพร้อมๆกัน เธอนอนกอดแม่ ซุกตัวใต้ผ้าห่มผืนสวยของโรงแรมไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบ แต่เธอเล่าว่าเธอฝันใน คืนนั้นอีกครั้ง…

ฝันเห็นเพื่อนๆเหล่านี้นี่ล่ะ เพื่อนๆที่อยู่ในรูปที่ร้านถ่ายรูปร้านนั้น เค้าวิ่งมากอดเธอเหมือนดีใจกันยกใหญ่ เธอเองก็สนุกกับเพื่อนๆไปด้วย คืนนั้น ไม่ได้ฝันว่าไปวิ่งเล่นน้ำกัน แต่ฝันว่าเหมือนจากกันไปนานแล้วเพิ่งมาพบกันตามประสาเด็กๆอีกครั้ง เธอแปลก ใจมากที่คืนนี้ฝันไม่เหมือนคืนก่อนๆ และที่แปลกไปกว่านั้น ในฝันคืนนั้น เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่ม หน้าคมเข้ม…ตาโต…หน้าตาผิวพรรณ แสดงถึงเลือดเนื้อเชื้อไขของคนใต้โดยแท้

เพื่อนคนนี้เดินมาจับมือเธอ กอดเธอนานกว่าใครๆ เขากอดเธอหลายครั้ง เธอจำหน้าเพื่อนคนนี้ได้ชัดแจ๋ว เธอ คือสาวน้อยหน้าเข้มที่ยืนแถวบนริมซ้ายสุดเหนือศรีษะของเธอไปนิดนึงนั่น เอง ใช่แน่นอน เพื่อนหน้าคมเข้ม ดวงตาลึก นัยน์ตาโศกปนความนิ่งสงบคนนี้ เธอจับมือแล้วพูดกับอรวรรณว่า…เอมอร…ฉันดีใจอย่างแรง…ฉันคิดถึงเธอ เธอพูดชื่อเอมอรกับประโยคนี้หลายครั้ง

ฉันดีใจอย่างแรง..ฉันคิดถึงเธอจริงๆ เธอบอกว่าแม้สำเนียงพูดก็เป็นคนใต้โดยแท้ทีเดียว พูดครั้งใดก็กอดอรวรรณทุกครั้งเมื่อจบประโยค

อรวรรณสะดุ้งตื่นจากฝันกลางดึก รู้ตัวว่านอนอยู่ในโรงแรม ไม่รู้สึกกลัว แต่เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ใกล้เคียงความกลัว แต่ดูอิ่มใจจากในฝันมากกว่าแน่นอน อิ่มใจราวได้พบเพื่อนที่พลัดพรากกันมานาน นับ เธอพลิกตัว แล้วเอื้อมมือกอดแม่ หลับตา สวดมนต์ในใจ ภาวนาขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง เมื่อเคลิ้มใกล้หลับ ภาพหน้าเพื่อนตาคมคนนี้ก็แจ่มชัดขึ้นในความมืดอีกครั้ง อรวรรณจำได้ติดตา รอยยิ้มที่ดูนิ่งสงบ กับนัยน์ตาคมดูลึกลับคู่นั้น เธอคือใคร?

ป.ล. หลังจากตอนที่ 1 ผ่านไป อรวรรณมาบอกผมว่า มีเพื่อนมาถามเธอหลายคนว่าเรื่องที่ อ.ก้องไปเขียนลงเฟสนั้นเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?

โดมก็มาถามหนูว่าจริงรึเปล่า บางคนก็ถามว่า อาจารย์โกหกใช่มั๊ยอร? เพราะเห็นอาจารย์เฉลยในตอนสุดท้าย

ผมถามว่า แล้วอรบอกเพื่อนไปยังไงล่ะ? หนูก็ยิ้มๆค่ะ

อรยังต้องการให้ครูนำเรื่องนี้ไปเขียนอีกมั้ย? ถ้าหวั่นไหว หรือไม่อยากตอบคำถาม ครูจะได้เขียนแบบที่เราตกลงกันเอาไว้ ผมย้ำถามเธอ เหมือนที่เราได้คุยกันก่อนหน้าที่ผมจะเขียนเรื่องนี้

เชิญอาจารย์ตามสบายเลยค่ะ หนูสบายใจในเรื่องนี้แล้วค่ะ อรพูดไป ยิ้มไป แน่นะ ผมย้ำเป็นรอบที่ร้อย ค่ะ เธอตอบสั้นๆ ยิ้มแล้วขอตัวไปเรียนคาบต่อไป……

ตอน 3 ภพชาติ..

รุ่งเช้า อรวรรณตื่นสายนิดหน่อย แม่อาบน้ำเสร็จแล้ว น้องชายกับพ่อยังหลับสนิท อรวรรณทบทวนเรื่องราวที่ฝันเมื่อคืนอีก ครั้ง เพื่อนนันย์ตาคมผิวคล้ำที่กอดเธอหลายครั้งในฝันเรียกชื่อเธอว่าเอมอร ช่างตรงกับชื่อเล่นในภพนี้ของเธอที่แม่ตั้งให้ว่าอร อรวรรณ หรืออรในชาตินี้ ภพนี้ ช่างพ้องและตรงกับ เอมอรในฝันยิ่งนัก แต่แปลกใจว่าทำไมถึงฝันเห็นเพื่อนคนนี้แจ่มชัดกว่าคนอื่น ในใจให้สงสัยและใคร่รู้เหลือเกิน

วันนี้พ่อจะพาทุกคนนั่งรถไปเที่ยวรอบเมือง ดูทัศนียภาพรอบๆตัวเมืองสงขลา ทั้งทะเล ภูเขา ตึกเก่าในเมือง และเที่ยวตลาดเพื่อหาอาหารพื้นเมืองกิน มาปักษ์ใต้ทั้งที ต้องกินอาหารใต้แท้ๆให้รู้รสชาติกันสักครั้ง

 

อรวรรณมีความสุขกับตลาดและอาหารอร่อยๆจนถึงช่วงบ่ายที่พ่อพาขึ้นรถประจำ ทางเพื่อนั่งรถรอบเมืองเพื่อชมตึกรามบ้านช่องของสงขลา ขณะรถวิ่งไปได้สักพัก อรวรรณมองเห็นวัดวัดหนึ่งในตัวเมืองสงขลา คือวัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร อรวรรณคลับคล้ายคลับคราว่านี่เหมือนวัดที่เธอเคยอยู่ในฝันที่เธอกับเพื่อนๆ มาวิ่งเล่นกันเหลือเกิน อรวรรณรีบบอกพ่อและแม่ว่าอยากแวะเข้าวัดนี้เพื่อไหว้พระ เธอมีทีท่าลุกลี้ลุกลนและดูสนใจมากเป็นพิเศษ พ่อและแม่เห็นว่าลูกมีความสนใจ ก็ไม่ขัด เห็นดีเห็นงามที่ลูกอยากเข้าวัด จึงพากันลงจากรถโดยสารแล้วเดินไปยังวัดนี้ทันที…

วัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร…!!!!! เป็นวัดในสงขลาที่มีความสวยงามยิ่งนัก เมื่อเธอเดินเข้าวัด ก็ให้เกิดความรู้สึกประหลาดใจเหลือเกิน ขนที่แขนทั้ง 2 ข้างของเธอลุกชันตลอดเวลา เดินผ่านส่วนไหนของวัด ภาพในความฝันที่เคยฝันว่าวิ่งเล่นในงานวัดกับเพื่อนๆก็เหมือนจะมาทาบประกบ กับความจริงในขณะนี้เวลานี้เสียทีเดียว

เธอเดินไปทุกที่ในวัด ราวกับว่ามาเยือนเป็นครั้งที่สิบเข้าไปแล้ว พ่อพาเธอเดินเข้าไปในวัดแบบบคน ที่ไม่รู้จักวัดนี้มาก่อน จะไปทางซ้ายหรือขวา ก็ดูไม่มั่นใจ เหมือนนักท่องเที่ยวที่ขาดไกด์นำทาง

พ่อคะ…ตามหนูมา มาทางนี้ค่ะพ่อ อรวรรณจูงมือพ่อและครอบครัวเดินเข้าวัดราวกับเคยมาที่นี้แล้วสักสิบ ครั้ง วัดนี้มีโบสถ์ มีพระประธาน รูปปั้นจีนแบบตัวละครในเรื่องสามก๊ก และยังมีพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมของโบราณอันล้ำค่าของสงขลาและภาคใต้ไว้หลายชิ้น และมีเก๋งจีนตรงด้านหลังด้วยนะคะ

เธอพูดรัว เร็ว พ่อและแม่หันมามองหน้ากันว่าลูกสาวไปเอาข้อมูลนี้มาจากไหน และรู้ได้อย่างไรว่าวัดนี้มีอะไรบ้าง ? เธอพาครอบครัวเดินไปพบสถานที่ต่างๆภายในวัดได้คล่องแคล่วและมั่นใจจนพ่อ กับแม่รู้สึกสงสัยว่าเธอรู้ได้อย่างไร?

อร…ลูกไปเอาข้อมูลมาจากไหนเนี่ย ? พ่อถามเธอ

หนูไม่ทราบค่ะ…หนูรู้สึกอย่างนี้จริงๆ ค่ะ อรวรรณก็บอกไม่ถูกเช่นกันว่าเธอบอกถูกได้อย่างไร เธอบอกตามที่เคยเห็นในฝัน แค่นี้เอง เธอและครอบครัวได้เห็นพระอุโบสถซึ่งมีรูปทรงคล้ายกับวัดพระแก้ว มรกตในกรุงเทพฯ ภาพจำหลักหินรูปปั้นจีน 3 ก๊ก ก็เหมือน รูปปั้นที่วัดอรุณฯที่กรุงเทพฯเช่นกัน เก๋งจีนก็เป็นแบบที่เราเคยเห็นในวัดจีนทั่วๆไป แต่สิ่งที่เธอประหลาดใจมากก็ คือเมื่อเข้าไปกราบพระประธาน เธอรู้สึกคุ้นเคยกับพระองค์นี้ราวกับเคยมากราบบ่อยครั้ง ใช่! เธอมากราบกับเพื่อนๆพวกนั้นเมื่อคราวงานวัดนั่นเอง..

เดินเข้าโบสถ์ไปชมจิตรกรรมฝาผนัง ก็แสนจะตื่นตาตื่นใจ ภาพบนฝาผนังในฝันดูจะสดและชัดกว่าที่กำลังยืนดูในขณะนี้ นี่มันค่อนข้างเก่า สีจางไปบ้างแล้ว ลายเส้นก็ไม่เด่นชัดเหมือนในฝันเมื่อนานมา หากยังคงเรื่องราวและร่องรอยของรูปเดิมอยู่ อรวรรณแหงนซ้าย-ขวาสังเกตุสิ่ง รอบข้างในวัดด้วยความตื่นเต้นจนหัวใจแทบหลุดออกมา นี่เราเจอภาพเพื่อนๆในฝัน มาครั้งหนึ่งที่ร้านถ่ายรูปในตัวจังหวัดไปแล้ว ตอนนี้เรามาพบวัดในฝันอีกแล้วหรือ? มันเป็นไปได้อย่างไร? ความสงสัยในใจเธอมันล้นเอ่อเกินจะเอ่ยกับใคร

พ่อ,แม่,น้องชายและเธอซื้อดอกไม้เพื่อกราบขอพรพระประธานให้เกิดสิริมงคล กับชีวิต เธอนั่งพับเพียบ หลับตาประนมมือหน้าพระประธาน นิ่งสงบ เธอมิได้ขอพรสิ่งใด หากรู้สึกมีสมาธิลึกอยู่ในใจ ค่อยๆ ก้มลงกราบพระ

ในความมืดขณะหลับตาก้มกราบพระ พลัน…!!! มองเห็นเพื่อนนัยน์ตาคมเข้มผู้นั้นลอยมาเต็มตา….!!!!!!! เธอใส่ เสื้อแขนสั้นสีขาวเรียบๆ ผ้าถุงสีครีมยาวคร่อมเท้าแบบชาวบ้านทั่วไปเหมือนเมื่อคืนในความฝัน อรวรรณ เบิกตาโพรง….!!!!!! รีบชันตัวขึ้นจากกราบพระ เห็นเพื่อนผู้นั้นยืนอยู่ที่ประตูที่หน้าโบสถ์ เธอ ยิ้มให้อรวรรณอย่างตั้งใจ

อรวรรณรีบหันไปมองที่ประตูโบสถ์ทันที ว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดหรือผู้ใดยืนที่นั่น แม่สะกิดอรวรรณที่กำลังหันรีหันขวาง เป็นอะไรล่ะอร? กราบพระได้ครั้งเดียวก็รีบถลันตัวลุกขึ้นนั่งเลยล่ะลูก? แม่กระซิบถามอรวรรณ พ่อกับน้องก็หันมามองเธอ

เปล่าค่ะแม่… อรวรรณตั้งสตินิ่ง ค่อยๆก้มลงกราบพระประธานอีกครั้ง

เมื่อหลับตาก้มตัวลงกราบอีกครั้ง เพื่อนนัยน์ตาคมผู้นั้นก็ยังคงยืนยิ้มให้เธออยู่เช่นเดิม ขนตรงแขนของอรวรรณลุกชันอีกครั้ง !!!!!

ตั้งใจก้มลงกราบครั้งที่ 3 เพื่อนคนเดิมยังคงยิ้มให้เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่ครั้งสุดท้าย เห็นเพื่อนคนนี้ยืนอยู่ที่หน้าเจดีย์รูปทรงจีนเป็นชั้นๆหลายชั้นด้านหลัง โบสถ์ เมื่อก้าวข้ามประตูโบสถ์ออกมา ลมพัดมาวูบหนึ่ง ขนที่แขนลุกขึ้นอีกครั้ง แม่…เหมือนหนูได้เคยมาที่วัดนี้มาก่อนเลยนะ อรวรรณกระซิบบอกแม่

อืม…หนูคงทำบุญเอาไว้เยอะล่ะลูก การทำบุญมาก บุญจะส่งผลให้เราได้พบในสิ่งที่เราต้องการสักวันนะ แม่เชื่อ แม่ตอบแบบไม่ขัดความรู้สึกเชื่อของอรวรรณที่มีต่อวัดแห่งนี้ พ่อก็ดูมีสีหน้าแปลกๆ สนใจที่อรวรรณพูดประโยคนี้ อรวรรณหันมองภายในวัดอีกครั้งก่อนหันกลับไปขึ้น รถโดยสารกลับโรงแรม

อร….หลบมาเหรยนะ…กลับมาอีกนะ เธอได้ยินเสียงใครสักคนพูดใกล้ๆหูเธอก่อนเดินออกจากวัด เธอจำได้ถนัด เสียงนี้คือเสียงเดียวกับเพื่อนที่ยืนอยู่หน้าประตูโบสถ์ที่ เคยพูดกับเธอในฝันว่า อร…ฉันดีใจอย่างแรง ฉันคิดถึงเธอ….ขนที่แขนของอรวรรณตั้งชันอีกครั้ง

ตอน 4 ภพชาติ..

ออกจากวัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร พ่อพาเธอกับน้องชายไปเที่ยวแหลมสมิหรา ทะเลสาปสงขลา ได้ลงเล่นน้ำทะเลกับน้องอีกครั้ง วิ่งไล่กับน้องที่ริมหาด แวะถ่ายรูปกับนางเงือกที่นั่งสางผมริมหาดแห่งนี้มา นานนับชั่วอายุคนแล้ว อิ่มเอมกับอาหารทะเลร้านใกล้ๆจนเย็นย่ำจึงเดินกลับโรงแรม คืนนี้เป็นคืน ที่ 3 ที่อรวรรณพักในสงขลา พรุ่งนี้ต้องกลับกรุงเทพฯในช่วงเย็นแล้ว….

วันนี้เป็นวันพระ เธอได้กราบพระประธานและเยี่ยมชมความสวยงามรอบๆวัดอย่าง เต็มอิ่ม แม่แวะซื้อดอกไม้ก่อนเข้าโรงแรมเพื่อไหว้พระก่อนนอน คืนนี้อรวรรณ มีพวงมาลัยมะลิพวงย่อมๆไว้กราบพระก่อนนอน เธอขอนอนกับแม่เหมือนเดิม พ่อกับน้องหลับไปก่อนแล้ว เธอกราบขอพรพระและเจ้าที่เจ้าทาง ภาวนาให้ช่วยปกปักรักษาให้หลับฝันดีและดูแลครอบครัวเธอให้มีสุขภาพดี เธอวาง พวงมาลัยไว้ข้างหมอน แล้วหันหน้าไปพูดกับแม่

แม่….ที่หนูเคยบอกแม่ว่าหนูฝันเห็นเพื่อนๆในฝันหลายคนเป็นเวลาหลายครั้ง แม่เคยจำเรื่องนี้ได้มั้ย?

ได้สิลูก….ทำไมเหรอ? แม่ถาม

แม่…ตอนนี้หนูโตแล้ว หนูไม่ได้ฝันหรือจินตนาการเหมือนตอนเล็กๆนะ หนูมีสติสัมปชัญญะดี หนูมีเรื่องอยากบอกแม่

ค่ะ อรวรรณพูดกับแม่ด้วยความตั้งใจ

เรื่องอะไรล่ะลูก? สายตาแม่จ้องลูกสาวด้วยความสนใจ

แม่คะ….หนูอยากบอกแม่ว่ารูปที่ร้านถ่ายรูปเก่าๆร้านนั้น เด็กๆทุกคนในรูปนั้น คือเพื่อนที่อยู่ในฝันของหนูจริงๆ หนูจำหน้าเด็กๆเหล่านั้นได้ดีค่ะ

แม่จำเรื่องที่หนูเคยเล่ามาก่อนหน้านี้ได้ มั้ยคะ เรื่องที่หนูฝันซ้ำๆว่าหนูได้พบเพื่อนหลายคนบ่อยๆ นี่ล่ะคะ เพื่อนในฝันของหนูก็คือคนที่อยู่ในรูปที่ร้านนั้นจริงๆ และหนูก็ตกใจมากที่ คนที่นั่งริมซ้ายสุดก็มีหน้าตาเหมือนกับหนู

พ่อกับแม่คงนึกว่าบังเอิญ แต่หนูรู้ดีว่าไม่ใช่ เวลาหนูฝัน หนูก็จะใส่ชุดเดียวกับในรูปนั้นเลยคะแม่ วันนี้ที่เรานั่งรถผ่านวัดมัชฌิมา วาสฯแล้วหนูนึกอยากลงไปในวัด

เมื่อเข้าวัดแล้วหนูพาพ่อกับแม่เดินไปรอบๆวัด และเหมือนรู้ว่าสิ่งใดอยู่ส่วนไหนของวัด แม่ไม่แปลกใจเหรอคะ? ว่าหนูรู้ได้อย่างไร?

หนูเคยไปวัดนั้นในฝันกับเพื่อนๆบ่อยนะคะ หนูพอจะจำได้ แม่คิดว่าหนูจินตนาการหรือคะ? อรวรรณอธิบายให้แม่ฟังเป็นเรื่องราวปะติดปะต่อกันด้วยความตั้งใจ แม่จ้อง ตาเธอไม่กระพริบ ตาแม่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ท่าทีของแม่ให้ความสนใจปนสนเท่ที่ลูกสาวเล่า เรื่องได้อย่างน่าเชื่อถือ

เล่าต่อสิลูก เล่าอย่างที่ลูกเห็นมาให้หมด แม่พูดเสียงรัวขึ้น เล่าเลยลูก แม่เชื่อว่าลูกโตแล้ว ลูกไม่โหกแม่แน่ๆ เล่าสิลูก แม่ขนลุกไปหมดแล้ว อรวรรณเล่าเรื่องที่เธอฝันให้แม่ฟังทั้งหมดเป็นฉากๆเรียงลำดับมาตั้งแต่ ต้นจนถึงวันนี้ เพื่อนคนไหน พูดกับเธออย่างไร เหตุการณ์เป็นจริงเพียงใด เธอฝันเช่นไร ณ ตอนนี้ดูเหมือนแม่จะให้ความสำคัญ และรับฟังเธอเล่าเรื่องอย่างเชื่อใจว่าได้เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกับลูกสาว บ้างแม่ขอโทษนะลูกที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม่ไม่เชื่อว่าลูกกำลังเจออยุ่กับสิ่งใด แต่ต่อไปนี้เราจะแก้ไขเรื่องนี้และทำเรื่องนี้ให้ดีที่สุดนะลูก เราต้องไปกราบขอพรพระและทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เพื่อนๆเหล่านั้นของ ลูกนะ แล้วแม่ก็ให้อรวรรณสวดมนต์ แผ่เมตตา และสวดคาถาชินบัญชรแบบสั้นอีกบทหนึ่ง

แม่คะ…เพื่อนๆหนูเค้ามาดีนะคะ ไม่ต้องไปไล่เค้านะ อรวรรณกระซิบแม่ อืม…นอนเถอะลูก แม่พูดเสียงเบา….จนแทบไม่ได้ยิน

ภาพจากเพจ ข้ามภพ ข้ามชาติ

คืนนี้แม่ไม่ปิดไฟหมดห้อง เปิดไฟห้องน้ำและหรี่ไฟโป๊ะที่หัวเตียงให้พอมีแสงสว่างอยู่รำไรบ้าง ไม่รู้ ว่าเธอกับแม่นอนหลับไปนานเท่าไหร่ แต่กลิ่นมะลิหอมจากพวงมาลัยข้างหมอนของ เธออวนกลิ่นหอมไปทั่วห้อง จนราวตีสองที่ทุกคนหลับสนิท ไฟโป๊ะหัวเตียงเธอ เกิดดับๆติดๆสลับกันไปอยู่สักครู่ อรวรรณสะดุ้งตัว ลืมตาขึ้นมาด้วยความงัวเงีย เหมือนคนครึ่งหลับครึ่งตื่น เธอลืมตาในความงัวเงีย มองเห็นร่างเด็กผู้หญิงรูปร่างผอมบางแขนยาว นั่งอยู่ที่ปลายตีนเตียงของเธอ กับแม่อรวรรณยกมือขึ้นขยี้ตา มองที่ปลายตีนเตียงอีกครั้ง ใช่จริงๆเสียด้วย เพื่อนนัยน์ตาคมคนที่มากอดเธอ เมื่อคืนที่ผ่านมาและเป็นคนเดียวกับที่เธอเห็นที่หน้าประตูโบสถ์วันนี้นี่ เอง ต่อไปนี้เป็นการสนทนาของอมรศรีกับอรวรรณ ที่อมรศรีใช้สำเนียงและภาษาใต้ แต่ขอแปลเป็นภาษากลางเพื่อความเข้าใจโดยง่าย

เอมอร ฉันมาหาเธอ ขอบใจนะที่เธอกับแม่สวดมนต์ให้ฉัน ผลกรรมดีที่เธอทำมาได้ช่วยดลให้ฉันมาหาเธอได้ง่ายขึ้น ฉันรอเธอมานานมากแล้ว คนอื่นเค้าไม่อยุ่กันหมดแล้ว เหลือแต่ฉันคนเดียวที่คอยเธอเพื่อบอกบางสิ่งที่เธอไม่รู้ ลุกขึ้นมานั่งคุยกับฉันนะเอมอร เพื่อนนัยน์ตาคมพูดสำเนียงใต้ด้วยรอยยิ้ม ที่เยือกเย็นราวน้ำแข็ง อรวรรณเหมือนถูกมนต์สะกด เธอค่อยๆลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างช้าๆ แม่นอนหลับอยู่ข้างเธอ แต่หลับสนิทจน ไม่รู้ว่ามีแขกยามวิกาลเข้ามาหาลูกสาวของเธอถึงในห้องเสียแล้ว

เอมอร ฉันชื่ออมรศรีนะ เราเป็นเพื่อนที่รักกันมากที่สุด แต่ก็มีอีกคนหนึ่งที่รักเธอมากกว่าที่ฉันรักเธอ บัวคลี่ เธอเป็นรุ่นน้องเรา 2 ปี แต่มาอยู่ในกลุ่มของพวกเราจนเหมือนเป็นเพื่อนเสียแล้วนิ บัวคลี่คือคนในรุปถ่ายที่นั่งติดกับเธอ เธอจำบัวคลี่ได้หม้าย? ฉันอีมาบอกเธอว่าเธอได้เคยสัญญากับบัวคลี่เอาไว้ ตั้งแต่วันนั้น จนวันนี้เธอยังไม่ได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับบัวคลี่นะ สัญญาอะไร? อรวรรณถามกลับด้วยความสงสัย….

ตอน 5 ภพชาติ

สัญญาอะไร? ฉันเคยสัญญาอะไรกับคนที่ชื่อบัวคลี อรวรรณถามเพื่อนเมื่อครั้งอดีตที่กำลัง นั่งอยู่ข้างหน้าด้วยความสงสัย อมรศรียิ้มเรียบๆ ดวงตาคมลึกเข้มมองอรวรรณอย่างใจเย็น เธอเลื่อนมือทั้งสองมาวางบนมือของอร วรรณ อมยิ้มนิดหนึ่งแล้วเล่าว่า….เอมอร…เธอคงจำเรื่องราวอะไรไม่ได้เลยนะ เอาล่ะฉันจะเล่าให้เธอฟังนะ…

เธอคือเอมอร ลูกของตาเส้งและยายแดงที่บ้าน ขายน้ำชาและกาแฟอยู่ตรงมุมถนนที่เลยวัดกลางไปทางตลาดไม่ไกลนัก พ่อเธอมี เชื้อจีน ปู่ของเธอเป็นคนจีนมาจากจีนแผ่นดินใหญ่แล้วมาทำประมงอยู่ที่สงขลา เธอได้รับ เชื้อจีนมาจากปู่และพ่อ หน้าตาเธอจึงเหมือนคนจีนมากกว่าคนใต้ พวกเราเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่ เล็กๆ มีด้วยกัน 10 คน ฉันกับเธอเป็นเพื่อนรักกันมาก แต่บัวคลี่ที่เป็นรุ่นน้องเรา 2 ปีก็มาเล่นอยู่ด้วยกันกับเราจนกลายเป็นเพื่อนด้วยกันเสียที่สุด บัวคลี่มี ฐานะยากจน พ่อแม่ทำนา ไม่มีเงินทอง อดมื้อกินมื้อ แต่หน้าตาบัวคลี่สวย ผิวพรรณดี ตาเส้งพ่อของเธอเห็นว่าบัวคลี่กับเธอสนิทกันจึงไปขอบัวคลี่มารับ เลี้ยงดูเพื่อให้เป็นเพื่อนกับเธอ บัวคลี่จึงได้ไปอยู่กับเธอและช่วยงานบ้าน เธอเป็นการตอบแทนพระคุณตาเส้งที่ช่วยชุบชีวิตของบัวคลี่ บัวคลี่รักเธอ มากกว่าทุกคน เพราะเธอเป็นคนเรียนเก่งและที่สำคัญ เธอรำสวย เป็นนางรำตัวเด่นของโรงเรียนเราเสมอ บัวคลี่รักเธอราวกับพี่สาว แท้ๆคนหนึ่งในชีวิต

พวกเราเรียนที่วัดกลางแห่งนี้ เป็นโรงเรียนประชาบาลที่มีชื่อของสงขลา เธอได้รำงานสำคัญๆของโรงเรียน เสมอ ฉันลืมบอกไป วัดกลางที่ฉันพูดถึงก็คือวัดมฌิมาวาสวรวิหารนี่เอง แต่เดิมเค้าเรียกว่าวัดกลาง สร้างมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา แต่ต่อมาเจ้าใหญ่นายโตของบ้านเมืองได้เปลี่ยนชื่อว่าวัดมัฌิมาวาสวรวิหาร ตั้งแต่เรายังไม่เกิด แต่ชาวบ้านยังเรียกว่าวัดกลางมาจนถึงวันนี้ พวกเราอยู่แถวบ่อยางกันทุกคน ต.บ่อยาง เรามาวิ่งเล่นกันในวัดกลางเป็นประจำ เธอมักมาซ้อมรำที่โรงเรียนอยู่เสมอ เธอรำสวย โดยเฉพาะรำโนราห์ ทั้งร้องทั้งรำได้เก่ง…นอกจากนั้นเธอยังมีฝีมือในการร้อยลูกปัดใช้ตกแต่งชุด โนราห์ได้สวยงาม ใครๆก็รู้ว่าเธอเป็นลูกจีนในตลาดที่รำไทยได้สวยกว่ารำจีนเสียอีก

อมรศรีเล่าถึงตอนนี้ก็หัวเราะหึๆในคอ เธอยิ้มแล้วหยุดนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อไป บัวคลี่ขอไปดูเธอซ้อมรำโนราห์เสมอๆ เมื่ออยู่ด้วยกันก็ขอร้องให้เธอสอนรำให้ทุกครั้ง เธอบอกว่ายังสอนไม่ได้เพราะยังไม่ได้ครอบครู เมื่อไหร่ที่ได้ครอบครูเธอจะสอนบัวคลี่ทันที งานเดือนสิบเมื่อปี 2470 พวกเราทั้ง10คนไปเที่ยวงานวัด ไปไหว้พระประธานที่โบสถ์เหมือนที่เธอไหว้ในวันนี้นั่นล่ะ แล้วพวกเราก็ไปถ่ายรูปกันที่ร้านในตลาดอย่างที่เธอไปเจอนั่นล่ะ

อืม…ถ้าอย่างนั้นที่ฉันเห็นเมื่อบ่ายวันนี้ที่ในโบสถ์ อรวรรณพูดแทรก

ใช่…ฉันเองนั่นล่ะที่ยืนอยู่ที่หน้าบานประตูทางเข้าโบสถ์ เธอไม่ได้ตาฝาดหรอก อมรศรีพูดด้วยรอยยิ้มที่ดูเยือกเย็นเช่นเดิม แล้วเล่าต่อ…

ฉันอยู่ที่วัดกลางมานานแล้ว อยู่ตรงกำแพงที่ข้างวัดนั่นล่ะ ตรงที่เค้าทำเป็นที่เก็บกระดูก เธอเล่าถึงตอนนี้ก็หยุด ก้มหน้า ถอนหายใจ เธอตายนานแล้วหรือยัง อรวรรณถาม…

ฉันตายหลังเธอได้ 2 ปี เธอตายก่อนฉันเมื่อคราวไปเล่นน้ำทะเลด้วยกันกับเพื่อนๆ อมรศรีมองหน้าอรวรรณอีกครั้ง ฉันตายตอนไหน…ตายเพราะจมน้ำเหรอ อายุตอนตายเท่าไหร่? อรวรรณซัก

หลังจากที่เราถ่ายรูปหมู่ด้วยกันได้ไม่ถึงปี เธอกับพวกเราหนีพ่อแม่ไปเล่นน้ำทะเล เธอว่ายน้ำเก่ง ไม่กลัวทะเล แต่เธอก็หายไปกับทะเลตอนที่เราวิ่งไล่จับกันในน้ำ เธอดำน้ำหายไปจนใครๆคิดว่าเธอคงว่ายไปที่ลึกๆ ไม่มีใครกล้าตามลงไป แล้วเธอก็หายไปจริงๆ อมรศรีเอามือแตะไหล่อรวรรณ แล้วเล่าต่อ…

เมื่อเห็นว่าเธอหายไปนาน พวกเราใจไม่ดี จึงรีบวิ่งไปบอกตาเส้งกับยายแดง คนทั่วทั้งตำบลบ่อยางจึงรีบมาลงทะเลเพื่อ ค้นหาเธออยู่หลายอึดใจ แล้วพบร่างฉันมั้ย? พบตอนไหน อรวรรณถามด้วยความอยากรู้

เค้าพบเธอตอนเย็น เธอถูกน้ำทะเลพาไปที่ลึกจนเกือบสูญไปในร่องน้ำลึกในทะเลเสียแล้ว ยายแดงกับตาเส้งหัวใจแทบสลาย พวกฉันเองก็ร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด อมรศรียื่นมือมากุมมืออรวรรณอีกครั้ง แล้วมันเกี่ยวกับสัญญาอะไรกับบัวคลี่ที่เธอบอกไว้ล่ะ? อรวรรณถามด้วยความสงสัย

ใจเย็นๆ ฟังต่อนะเอมอร ตอนเราไปทำบุญงานเดือนสิบแล้วไปงานวัดกันน่ะ พวกเราไปดูโนราห์กัน บัวคลี่อยากรำโนราห์มาก เธอปลดสร้อยข้อมือเส้นหนึ่งที่ทำด้วยลูกปัดชุดโนราห์ใส่ให้บัวคลี่ แล้วบอกว่าจะสอนโนราห์ให้บัวคลี่เป็นคนแรก เธอสอนให้บัวคลี่ร้องเพลงโนราห์ไปก่อน ทุกคนร้องเพลงที่เธอสอนได้หมด บัวคลี่ท่องจนขึ้นใจ เธอจำเนื้อเพลงได้มั้ยเอมอร? อมรศรีถามปนรอยยิ้ม แล้วมองอรวรรณ

ไม่…ฉันจำไม่ได้เลย อรวรรณส่ายหน้าเธอจำบทที่เธอสอนบัวคลี่กับพวกเราไม่ได้เหรอ บทร้องดังนี้

ครูเอยครูสอน สอนแล้วแม่นา…

ครูสอนให้ทอดกรต่อท่า… ครูสอนให้ผูกผ้า…

สอนแล้วแม่นา….ผูกผ้าสอนให้ข้าทรงกำไร….

สอนให้ครอบเทริดน้อย เทริดคือชฏาสวมหัวของโนราห์ สอนแล้วแม่นา…

ครอบเทริดน้อยแล้วจับสร้อยพวงมาลัย สอนให้แม่อมรศรี..

แม่บัวคลี่น้องน้อยให้ทรงกำไร สอนแล้วแม่นา…

ทรงกำไรสอดใส่ซ้ายใส่ขวา….

แม่เอมอรจะพาให้ทรงกำไร

เธอสอนเพลงนี้ให้พวกเราแล้วใส่ชื่อพวกเราในเนื้อเพลง เปลี่ยนชื่อทุกคนไป เองตามชอบใจ อรวรรณยิ้มบางๆให้อมรศรี ดูเหมือนอรวรรณจะค่อยๆจำเนื้อเพลงนี้ ได้บางวรรคบางตอน และอ้าปากร้องคลอตามอมรศรีไปด้วย

อมรศรีเล่าต่อ……

ก่อนเธอลงทะเล เธอได้ถอดสร้อยข้อมือฝากไว้ที่บัวคลี่เพราะกลัวหลุดหายไปกับทะล บัวคลี่ไม่ได้ลงเล่นน้ำ เธอว่ายน้ำไม่เป็น เลยเป็นคนเฝ้าของอยู่ที่ใต้ต้นสน พอคนเค้างมเจอร่างเธอ บัวคลี่ร้องไห้แทบขาดใจ…

พี่อร พี่อรฉันตายแล้ว พี่อรฉันตายแล้ว เธอได้แต่ตะโกนร้องด้วยความเสียใจซ้ำๆหลายครั้ง ร่างของเธอถูกเก็บไว้ เพียง 2 วัน แล้วก็เผา สมัยก่อนเวลาคนตาย เค้าไม่เก็บไว้นานนะ เพราะไม่มียารักษาศพเหมือนสมัยนี้ วันที่เค้าเผาเธอ พวกเรายืนร้องไห้จนเถ้ากระดูกเธอเกือบมอดจนหมด หลังจากเผาเธอได้ 3 วัน บัวคลี่นำสร้อยข้อมือที่เธอฝากไว้มาปรึกษากับพวกเราว่าจะทำอย่างไร ลืมใส่ให้เธอไปด้วย พวกเราไม่รู้จะทำอย่างไร จึงตัดสินใจนำสร้อยข้อมือของเธอไปฝังไว้ที่ใต้ฐาน เจดีย์ทรงจีน 7 ชั้นที่ในวัดกลาง เพราะเธอมีเชื้อสายจีน บรรพบุรุษทางปู่ของเธอก็ถูกฝังกระดูกไว้บริเวณวัดนั้น เราเอาสร้อยของเธอใส่ ผ้าขาวห่อไว้ แล้วฝังไว้ตรงนั้น มันยังอยู่ที่เดิมนะ

อยู่ที่ฐานใต้เจดีย์แบบจีนสูง 7 ชั้นที่วัดกลางน่ะเหรอ?.. อรวรรณถามอมรศรี

ใช่ ยังอยู่ที่ตรงนั้น…ส่วนเถ้ากระดูกของฉันก็ อยู่ที่ผนังรั้วโบสถ์ข้างพระอุโบสถนั่นล่ะ อมรศรียิ้มอีกครั้ง

แล้วเธอตายด้วยเหตุผลอะไรล่ะ? อรวรรณถามด้วยความอยากรู้

หลังจากเธอตายไปได้ 2 ปี ฉันก็เป็นปอดบวมตาย เพราะเล่นน้ำฝน สมัยก่อนนะเป็นไข้อะไรก็ตายง่าย ไม่เหมือนสมัยนี้ หมอเค้ามียาดีๆเยอะ หลังจากฉันตาย เพื่อนๆก็เติบโตไปเป็นสาว ความผูกพันที่มีต่อกันก็จางหายกันไปตามเวลา มีลำดวน ชวนพิศ เอื้อน และ บุญศรี ที่มาทำบุญให้ฉันอยู่บ้าง นอกนั้นก็แยกย้ายหายสาปสูญกันไปมีครอบครัว แล้วก็ตายจากกันไปทีละคน จนเกือบหมด อมรศรีเงยหน้าขึ้น สายตามองไปทางประตูห้องของโรงแรมแล้วเล่าต่อ….

เอมอร เธอรู้มั้ย หลังจากที่เธอตายไปได้ไม่นาน ตาเส้งพ่อของเธอก็ส่งบัวคลี่กลับไปอยู่บ้านพ่อแม่ของบัวคลี่ตามเดิม บัวคลี่ต้องไปไถนาและหาผักหาปลาตามคลองไปขาย ใช้ชีวิตที่แร้นแค้นเช่นเดิม พวกเราสงสารบัวคลี่มาก เธอไม่ได้เรียนหนังสืออย่างพวกเรา จบแค่ ป.4 ต้องไปหาบเร่ขายผักขายปลา เวลาเจอฉันที่ไหน บัวคลี่จะร้องไห้และพูดถึงพี่เอมอรของเธอเสมอ เธอรำพึงว่ายังไม่ทันได้เรียน รำจากพี่อร พี่อรก็หนีฉันไปเสียแล้ว บางครั้งเวลาฉันเจอบัวคลี่ ก็จะร้องเพลงโนราห์ที่เธอเป็นคนสอนให้พวกเราร้อง

….ครูเอยครูสอน……. แล้วชื่ออมรศรี บัวคลี่ และลงท้ายด้วยเอมอรอยู่ในเพลงเสมอ ร้องเพลงโนราห์ด้วยกันเบาๆข้างแผงขายปลา น้ำตาฉันกับบัวคลี่ก็ไหลปนกันไป หลังจากเธอตายได้ปีนึง พ่อแม่บัวคลี่ต้องย้ายถิ่นฐานไปอยู่พัทลุง เพราะทำมาหากินฝืดเคือง เกรงจะพาครอบครัวไปไม่ไหว พ่อบัวคลี่เป็นคนที่นั่น จึงคิดอยากกลับไปทำงานที่พัทลุง หวังไปตายเอาดาบหน้า วันที่บัวคลี่จะออกเดินทางไปพัทลุง พวกเราพากันไปที่เจดีย์จีน 7 ชั้น ที่ๆฝังลูกปัดสร้อยข้อมือของเธอไว้ บัวคลี่ไปร่ำลาเธอกับพวกเรา แล้วก็ร้องไห้จนน้ำตาจะเป็นสายเลือดอีกครั้งหนึ่ง พี่อรที่รัก…หนูมาลาพี่อรไปอยู่พัทลุงกับพ่อและแม่แล้วนะ…ไม่รู้ว่าหนูจะได้ กลับมาที่บ่อยางและวัดกลางหรือมาหาพี่อรที่นี่อีกหรือไม่ หนูไม่ได้รำโนราห์ ตามที่พี่อรสอน แต่หนูก็ร้องเพลงที่พี่สอนได้ไม่มีวันลืม สร้อยข้อมือที่พี่อรให้หนู หนูจะเก็บรักษาให้ดีที่สุด มันเป็นเหมือนคำสัญญาที่พี่และน้องได้ให้คำสัตย์ ผูกมั่นกันไว้…แม้ไม่ได้สมความตั้งใจแต่ก็จะเป็นสัญญาใจว่าจะไม่มีวันลืมกันนะพี่ หนูจะ คิดถึงพี่ๆทุกคน โดยเฉพาะพี่อร…พี่สาวของหนูคนนี้ตลอดไปนะพี่นะ อมรศรีเล่าติดๆขัดๆเหมือนมี อะไรมาจุกอยู่ที่คอ แล้วน้ำตาเธอก็ไหลออกมา

ฉันตายหลังจากบัวคลี่ไปพัทลุงได้ปีนึง พวกเราไม่เคยรู้ข่าวของบัวคลี่อีกเลย จนหลังจากนั้นอีกหลายปี งานทำบุญเดือนสิบที่วัดกลางในปีติดตามต่อที่นี่ : ข้ามภพ ข้ามชาติ

https://www.facebook.com/ข้ามภพ-ข้ามชาติ-864063210344458/

ขอขอบคุณ : ข้ามภพ ข้ามชาติ

ขอขอบคุณภาพประกอบจากเพจ และอินเตอร์เน็ต

อย่างไรก็ตาม ทีมข่าวได้ลงพื้นที่ไปยัง วัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร (วัดกลาง) จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นวัดที่ใช้เป็นสถานที่ในการดำเนินเรื่องข้ามภพ ข้ามชาติ ซึ่งปรากฏว่า วัดดังกล่าวมีอยู่จริง ต่อมาทีมข่าวได้เดินทางไปยังร้านถ่ายภาพตามคำบอกเล่าของ ครูก้อง ที่ระบุไว้แก่ทีมข่าวโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นร้านที่เด็กหญิงอรวรรณ ไปพบภาพโบราณภาพของหญิงสาวชาวใต้ ในยุค 2470 ซึ่งร้านดังกล่าว เคยเปิดบริการอยู่จริง แต่ปัจจุบันปิดทำการไปนานหลายปีแล้ว

โดยในตอนต่อไป จะเป็นรายงานพิเศษที่รวมเรื่องราวระลึกชาติอันโด่งดัง จนกลายเป็นที่โจษจันในสังคมไทย และยังต้องถูกบันทึกไว้บนหน้าหนังสือพิมพ์ ติดตามได้ในที่นี่ (15 ก.ย.2558)

ถัดมาในวันที่ (16 ก.ย.2558) เป็นบทสรุปของเรื่องราวระลึกชาติ กับข้อสงสัยที่ผูกติดอยู่ในหัวคนไทยเสมอมา ระลึกชาติ เป็นการมโน หรือเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ ติดตามได้ที่นี่

https://www.thairath.co.th/content/525362

เปิดพระไตรปิฎก-ถกหลักวิทย์ฯ ไขเหตุ ‘ระลึกชาติ’ มีจริงหรือแค่มโน? – thairath.co.th

หลังจากที่ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ได้พูดคุยกับครูก้อง เจ้าของบทประพันธ์เรื่อง ข้ามภพ ข้ามชาติ โดยมองเห็นว่าใบหน้าลูกศิษย์ตัวเองบังเอิญคล้ายกับรูปถ่ายของเด็กหญิงชาวสงขลาเมื่อปี 2470 รวมทั้งต้องการสร้างนิสัยรักการอ่านให้กับเด็กๆ จึงจินตนาการจนก่อเกิดเป็นเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมา ระลึกชาติกระหึ่มโซเชียล! เปิดใจผู้เขียน ‘ข้ามภพ ข้ามชาติ’ เรื่องจริงหรืออิงนิยาย? ก่อนที่จะย้อนวันวานเรื่องระลึกชาติที่เคยเกิดขึ้นตามข่าวต่างๆ มาแล้ว ตายแล้วไปไหน…? รวม 5 เรื่องพิศวง ‘คนระลึกชาติ’

วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอนำเสนอมุมมองของหลักพุทธศาสนาและหลักวิทยาศาสตร์ ว่าแท้จริงแล้วระลึกชาติมีจริงหรือไม่ ?

PART 1

‘การระลึกชาติ’ ตามหลักพุทธ มีจริงหรือไม่..!?

พระอาจารย์สมพงษ์ รตนวํโส โมฆรัตน์ พระนักเทศก์ทีมงานธรรมะเดลิเวอรี่ อธิบายเรื่องการระลึกชาติกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ว่า ระลึกชาติ เป็นความวิเศษของจิตอย่างหนึ่ง สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยญาณของผู้ปฏิบัติธรรม ซึ่งมนุษย์ทุกคนสามารถระลึกชาติได้ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน สามารถนึกย้อนเรื่องราวไปกี่ภพกี่ชาติก็ได้ ขึ้นอยู่กับภาวะจิตที่นิ่ง ทั้งนี้ ญาณวิเศษที่พระพุทธเจ้าใช้บรรลุการรระลึกชาติได้ คือ บุพเพนิวาสานฺสติญาณ เป็นญาณขั้นต้น อย่างไรก็ตาม ญาณวิเศษนี้ เป็นเพียงหนทางย้อนไปสู่เรื่องราวในภพก่อน แต่ไม่ได้บ่งบอกว่า หมดกิเลส หรือบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

“ตามความเชื่อดั้งเดิม พระอาจารย์เชื่อว่าการระลึกชาติเกิดขึ้นได้จริง เนื่องจากในอดีตพระอาจารย์เคยได้ยินได้อ่านเรื่องราวเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก เรื่องแรกคือ เรื่องราวของพันตำรวจตายแล้วฟื้น และเคยได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าสามารถระลึกชาติได้ ซึ่งสมัยที่พระอาจารย์ยังเด็กก็สงสัยว่า การระลึกชาติ เกิดจากอะไร แต่เมื่อได้บวชเรียนจึงรู้ว่าเป็นความสามารถของจิตที่สามารถย้อนระลึกถึงอดีตที่ผ่านมาได้ สามารถย้อนกลับไปได้ถึงชาติก่อนหรือภพก่อนๆ ฉะนั้น ถ้ามนุษย์นั่งสมาธิได้ถึงขั้นนี้ จะเรียกว่า ภาวะจิตสงบ” พระอาจารย์สมพงษ์ กล่าว

ตามหลักพุทธ! การระลึกชาติเป็นแบบไหน ตายแล้วฟื้น ใช่ระลึกชาติหรือไม่..!?

พระอาจารย์สมพงษ์ กล่าวต่อว่า การระลึกชาติ คือ การที่บุคคลนั้นมีความสามารถของจิตในการรับรู้ได้ว่า ชาติปางก่อนเป็นใคร มาจากไหน ทำอะไรบ้าง เช่น ภพก่อนเคยทำร้ายสัตว์ ชาตินี้เราก็จะรับรู้ถึงพฤติกรรมเหล่านั้นได้ ซึ่งการระลึกชาติในทางพระพุทธศาสนา จะต้องเกิดจากการมีภาวะจิตที่แน่วแน่เท่านั้น

สำหรับมนุษย์บางคนที่ตายแล้วฟื้น เมื่อใช้ชีวิตในสถานที่ที่เคยอยู่ เคยสัมผัสมาก่อน เขาจะรู้สึกว่าสามารถจดจำเรื่องราวเหล่านี้ได้หมด จดจำได้ทั้งสถานที่และบุคคลที่เคยรู้จัก กรณีเช่นนี้ในทางพระพุทธศาสนาไม่ยืนยันว่าเป็นการระลึกชาติได้ แต่อาจเป็นความเชื่อมากกว่า

ญาณวิเศษขั้นแรกที่พระพุทธเจ้าได้จากการนั่งสมาธิ ในวันเพ็ญเดือน 6 คือ บุพเพนิวาสานฺสติญาณ หรือการระลึกชาติวังหลัง โดยญาณวิเศษ มี 3 ขั้น ได้แก่ บุพเพนิวาสานฺสติญาณ จุตูปปาตญาณ และอาสวักขยญาณ ซึ่งเป็นญาณขั้นสูงที่ทำให้จิตใจหมดกิเลส

ทั้งนี้ พระพุทธเจ้า ทรงตรัสไม่ให้มนุษย์ลุ่มหลงกับญาณวิเศษเพียงอย่างเดียว เนื่องจากจะกลายเป็นความหลง เช่น เมื่อมนุษย์นั่งสมาธิที่ภาวะจิตสงบก็มักจะหลงว่า บรรลุธรรมหรือตนเองวิเศษ หรือมีญาณทิพย์ เป็นต้น ซึ่งแท้จริงแล้ว เป็นเพียงความสามารถของจิตที่สามารถนึกคิดเรื่องเก่าได้ เช่น เมื่อวานทำอะไรบ้าง เราก็จะจดจำได้ทั้งหมด แต่เมื่อนึกย้อนไปอีกหลายๆ วัน ความทรงจำเหล่านั้นก็จะค่อยๆ เลือน ราง ซึ่งภาวะจิตลักษณะนี้มนุษย์สามารถนึกคิดได้ทุกคน เนื่องจากเป็นความทรงจำระยะสั้น ไม่ถือเป็นการระลึกชาติ

ในปัจจุบันพระหลายท่านก็สามารถระลึกชาติได้ แต่ด้วยวินัยของพระ จะห้ามไม่ให้พระอวดตัวเอง ทำให้ไม่มีพระท่านใดที่เล่าเรื่องการระลึกชาติให้ญาติโยมฟังว่า มีญาณวิเศษที่สามารถระลึกชาติได้ เนื่องจากจะทำให้ญาติโยมไม่เลื่อมใสและศรัทธาในตัวท่าน รวมถึงการระลึกชาติไม่ใช่ทางแห่งการพ้นทุกข์

ระลึกชาติ! บางคนย้อนได้ บางคนย้อนไม่ได้ ขึ้นอยู่กับ..!?

พระอาจารย์สมพงษ์ เปิดเผยว่า การระลึกชาติตามหลักพระพุทธศาสนา ขึ้นอยู่กับภาวะจิตจากการทำสมาธิ โดยหลักการทำสมาธิ มี 3 ระดับ ได้แก่ 1.ขณิกสมาธิ คือ สมาธิชั่วครู่ ชั่วขณะหนึ่ง เป็นสมาธิขั้นต้นที่บุคคลทั่วไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ในการงานประจำวัน 2.อุปจารสมาธิ คือ สมาธิที่ตั้งได้นานสักระยะ ใกล้ที่จะได้ฌาน เกิดนิมิตต่างๆ เช่น เห็นแสงสว่างอยู่ระยะหนึ่ง 3.อัปปนาสมาธิ คือ สมาธิแน่วแน่ถึงฌาน เป็นการทำสมาธิขั้นสูงสุด ดังนั้น ถ้าเรานั่งสมาธิบ่อยๆ มีภาวะจิตนิ่งก็สามารถระลึกชาติได้ แต่บางคนอาจจะได้ความสามารถในการมีตาทิพย์หรือหูทิพย์แทน เช่น อาจมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น หรือได้ยินในสิ่งที่คนอื่นไม่ได้ยิน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถของจิตของแต่ละบุคคล

นอกจากนี้ มนุษย์บางคนสามารถระลึกชาติได้ ขณะที่จิตสงบ แต่บางคนสามารถระลึกชาติได้ เพราะต้องการใช้ความสงบแห่งจิตระลึกสู่ภพชาติก่อน อย่างไรก็ดี การระลึกชาติ ไม่สามารถระลึกย้อนเรื่องราวได้ทั้งหมด ระลึกได้เพียงเหตุการณ์บางช่วงบางตอนที่เป็นเหตุการณ์เด่นชัด ดังนั้น การที่คนเราสามารถระลึกชาติได้ จะต้องมีสมาธิเป็นพื้นฐานเท่านั้น

ยกเว้นกรณีพิเศษคือ เป็นบุคคลที่มีความสามารถทางจิตมาตั้งแต่ดั้งเดิม โดยไม่ต้องฝึกสมาธิ ซึ่งบุคคลที่มีความสามารถในการนึกคิดย้อนหลังได้ บุคคลเหล่านี้จะใช้พลังค่อนข้างมากสำหรับการนึกย้อนเรื่องราวในอดีต ซึ่งมักจะมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง บางคนถึงขั้นป่วย ไม่สบาย หรือไข้อย่างรุนแรง ซึ่งปัจจุบันมีเด็กที่สามารถระลึกชาติได้ตั้งแต่เกิด ซึ่งเป็นความโชคร้ายมากกว่าความโชคดี เนื่องจากการระลึกชาติไม่ได้เกิดผลดีกับเด็ก แทนที่จะอยู่กับโลกปัจจุบัน กลับต้องอยู่กับโลกในอดีตเป็นส่วนใหญ่

‘บุพเพนิวาสานฺสติญาณ’ ความวิเศษของจิตย้อนระลึกชาติได้

พระอาจาย์สมพงษ์ กล่าวอีกว่า การระลึกชาติ เป็นหลักคำสอนที่ถูกบัญญัติอยู่ในหลักทางพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า บุพเพนิวาสานฺสติญาณ เป็นความวิเศษของจิตอย่างหนึ่ง จิตที่ผ่านการฝึกฝน ได้แก่ จิตที่นิ่ง สงบ ร่มเย็น ผ่องใส และสามารถควบคุมตัวเองได้ ซึ่งผลจากการนั่งสมาธิ จะทำให้สามารถระลึกชาติได้มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความนิ่งของภาวะจิต ซึ่งคนที่มีพลังของจิตมาก จะเรียกว่ามีความวิเศษมากกว่าคนอื่นๆ ซึ่งความสามารถทั้งหมดเกิดจากการฝึกฝนของจิตทั้งสิ้น ทั้งนี้ ผลดีของการระลึกชาติคือ เป็นเครื่องเตือนใจให้มนุษย์ระลึกได้ว่า ความสุขสบายในปัจจุบัน ล้วนเป็นผลมาจากความดีในภพชาติก่อน ดังนั้น การระลึกชาติจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อใช้ให้เกิดประโยชน์

“สำหรับบางคนที่ไม่เชื่อเรื่องของการระลึกชาติ เนื่องจากบุคคลเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในภาวะจิตเดียวกัน จะไม่มีทางเข้าใจหรือรับรู้ได้ เช่นเดียวกับคนที่ไม่เคยเห็นผี ก็มักจะไม่เชื่อและยากที่จะเชื่อเรื่องเหล่านี้ ดังนั้น ถ้าคนที่ไม่ได้อยู่ในภาวะจิตที่สามารถระลึกชาติได้ บุคคลเหล่านี้ก็จะไม่เชื่อด้วยประการทั้งปวง ยกเว้นบางคนที่เรียนมา จะมีความเชื่อตามที่เรียน แต่ก็ไม่สามารถอธิบายให้คนที่ไม่เชื่อเห็นภาพได้” พระอาจารย์สมพงษ์ รตนวํโส ระบุ

นอกจากนี้ การปฏิบัติธรรมของผู้ปฏิบัติธรรม มี 2 สาย ได้แก่ วิปัสสนากรรมฐาน คือ การรู้แจ้ง รู้ทันอารมณ์ พ้นทุกข์ หมดกิเลส และสมถกัมมัฏฐาน คือ ความสมถะแห่งจิต ซึ่งเมื่อผู้ปฏิบัติธรรมสามารถทำสมถกัมมัฏฐานได้ดี ผู้นั้นจะเป็นผู้ที่มีความวิเศษทางจิต สามารถระลึกชาติได้

อย่างไรก็ตาม การที่มนุษย์จะสามารถหยุดการเวียนว่ายตายเกิดได้นั้น จะต้องพ้นทุกข์ หมดกิเลส เนื่องจากจุดมุ่งหมายสูงสุดของศาสนาพุทธคือ การหมดกิเลสและอาสวะ ซึ่งไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าตนเองจะหมดเมื่อไร ดังนั้น สิ่งที่มนุษย์พึงกระทำได้ดีที่สุดคือ หมั่นทำความดีเท่าที่จะทำได้ โดยการยึดหลักทาน ศีล และภาวนา

PART 2

หลักวิทย์ พบ ระลึกชาติมี 2 ประเด็น คือ ไม่จริง กับ น่าสนใจ!

จากนั้น ทีมข่าวฯ จึงสอบถามในมุมมองของวิทยาศาสตร์บ้าง โดย รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล ผู้คร่ำหวอดในวงการวิทยาศาสตร์ เปิดเผยถึงแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ที่มีต่อเรื่องการระลึกชาติว่า ตามหลักเบื้องต้นทางวิทยาศาสตร์จะไม่ปฏิเสธอะไรก่อนในทันทีทันใด ไม่ว่าสิ่งนั้นจะแปลกอย่างไรก็ตาม ส่วนเรื่องระลึกชาติก็เป็นประเด็นหนึ่งที่วิทยาศาสตร์สนใจมานาน และมีการศึกษาวิจัยกันมาเยอะ เรื่องระลึกชาติจะพบว่ามี 2 ประเด็น คือ 1.ประเด็นที่เป็นข่าวกับที่เป็นจริงไม่ตรงกัน บางครั้งสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงไม่มีอะไรมาก ในประเทศไทยน่าจะมีประมาณ 300-400 เรื่อง ที่ออกข่าวหรือเป็นที่พูดถึงกันในสังคม แต่เมื่อออกมาเป็นข่าวจึงกลายเป็นเรื่องราวที่มีการขยายความกันมาก และเมื่อติดตามไปเรื่อยๆ ก็พบว่า เรื่องระลึกชาติจำนวนมากสามารถอธิบายตามหลักทางวิทยาศาสตร์ได้ และไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของการระลึกชาติ

นอกจากนี้ การปฏิบัติธรรมของผู้ปฏิบัติธรรม มี 2 สาย ได้แก่ วิปัสสนากรรมฐาน คือ การรู้แจ้ง รู้ทันอารมณ์ พ้นทุกข์ หมดกิเลส และสมถกัมมัฏฐาน คือ ความสมถะแห่งจิต ซึ่งเมื่อผู้ปฏิบัติธรรมสามารถทำสมถกัมมัฏฐานได้ดี ผู้นั้นจะเป็นผู้ที่มีความวิเศษทางจิต สามารถระลึกชาติได้

อย่างไรก็ตาม การที่มนุษย์จะสามารถหยุดการเวียนว่ายตายเกิดได้นั้น จะต้องพ้นทุกข์ หมดกิเลส เนื่องจากจุดมุ่งหมายสูงสุดของศาสนาพุทธคือ การหมดกิเลสและอาสวะ ซึ่งไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าตนเองจะหมดเมื่อไร ดังนั้น สิ่งที่มนุษย์พึงกระทำได้ดีที่สุดคือ หมั่นทำความดีเท่าที่จะทำได้ โดยการยึดหลักทาน ศีล และภาวนา

PART 2

หลักวิทย์ พบ ระลึกชาติมี 2 ประเด็น คือ ไม่จริง กับ น่าสนใจ!

จากนั้น ทีมข่าวฯ จึงสอบถามในมุมมองของวิทยาศาสตร์บ้าง โดย รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล ผู้คร่ำหวอดในวงการวิทยาศาสตร์ เปิดเผยถึงแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ที่มีต่อเรื่องการระลึกชาติว่า ตามหลักเบื้องต้นทางวิทยาศาสตร์จะไม่ปฏิเสธอะไรก่อนในทันทีทันใด ไม่ว่าสิ่งนั้นจะแปลกอย่างไรก็ตาม ส่วนเรื่องระลึกชาติก็เป็นประเด็นหนึ่งที่วิทยาศาสตร์สนใจมานาน และมีการศึกษาวิจัยกันมาเยอะ เรื่องระลึกชาติจะพบว่ามี 2 ประเด็น คือ 1.ประเด็นที่เป็นข่าวกับที่เป็นจริงไม่ตรงกัน บางครั้งสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงไม่มีอะไรมาก ในประเทศไทยน่าจะมีประมาณ 300-400 เรื่อง ที่ออกข่าวหรือเป็นที่พูดถึงกันในสังคม แต่เมื่อออกมาเป็นข่าวจึงกลายเป็นเรื่องราวที่มีการขยายความกันมาก และเมื่อติดตามไปเรื่อยๆ ก็พบว่า เรื่องระลึกชาติจำนวนมากสามารถอธิบายตามหลักทางวิทยาศาสตร์ได้ และไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของการระลึกชาติ

“วิทยาศาสตร์กับพุทธศาสนาในเรื่องของการกำเนิดที่จะไปโยงเรื่องระลึกชาตินั้น มีส่วนที่ขัดแย้งกัน นั่นคือ ทางวิทยาศาสตร์มีแนวโน้มที่สูงมากถึง 90% ว่าอาจจะไม่มีชาติภพ เพราะว่า วิทยาศาสตร์นั้น จะต้องหาสิ่งที่ศึกษาได้ แน่นอนก็ศึกษาหมดทั้งในเรื่องของผีอะไรต่างๆ ส่วนใหญ่ก็ยังมีคำอธิบายได้ แต่ก็ยังมีส่วนที่ยังอธิบายไม่ได้”

วิทยาศาสตร์ใช้ ‘วิญญาณ’ เป็นสื่อเพื่อศึกษาเรื่องระลึกชาติ

รศ.ดร.ชัยวัฒน์ อธิบายต่อว่า สิ่งที่จะศึกษาเรื่องการระลึกชาติได้อย่างชัดเจน ก็คือ เรื่องของวิญญาณ เพราะว่าวิญญาณเป็นสื่อหลักในการให้กำเนิดชีวิตแบบโอปปาติกะขึ้นมา และน่าจะเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงได้มากที่สุดในเรื่องของการระลึกชาติ จึงเป็นที่มาให้วิทยาศาสตร์ศึกษาว่าวิญญาณมีจริงหรือไม่ ซึ่งในอดีตนั้นได้เปิดกว้างว่าวิญญาณนั้นเป็นอะไร ค่อยๆ ศึกษาออกมาในทุกประเด็น จนกระทั่งได้คำตอบมาถึงวันนี้แม้จะยังไม่สมบูรณ์ 100% แต่แนวโน้มค่อนข้างชัด อย่างเช่น วิญญาณถ้ามีจริงก็ต้องเป็นอะไรบางอย่าง เป็นสสารหรือเป็นพลังงาน ถ้าวิญญาณมีจริงนั้น ต้องสามารถตรวจจับได้ น่าจะศึกษาได้

แต่เดิมมีความเชื่อว่ามนุษย์จะประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ ร่างกายและวิญญาณ คนตาย ก็คือคนที่วิญญาณออกจากร่างไม่กลับมา ส่วนคนเป็น คือ คนที่วิญญาณอยู่กับตัว เพราะฉะนั้น ชีวิตจำเป็นต้องมีสองส่วน สิ่งที่กล่าวมานั้นเป็นความเชื่อกันมาตั้งแต่โบราณ ทางนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษากันถึงเรื่องนี้ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตาย จนได้ข้อมูลค่อนข้างชัดเจนว่า ความเป็นความตาย ของมนุษย์ไม่เกี่ยวข้องกับวิญญาณเลย ทำให้บทบาทของวิญญาณน้อยลงไปเรื่อยๆ หรือแม้กระทั่งความเชื่อที่ว่าวิญญาณอยู่ในร่างกายแบบสวมทับอยู่ แต่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน เชื่อแค่ว่าอยู่ภายในตัวเรา

ทำไมมนุษย์จึงต้องฝัน ความฝันเกิดจากอะไร​?

นอกจากนี้ ยังมีคนเชื่อกันว่าเวลาที่ฝัน วิญญาณจะออกจากร่างไปท่องเที่ยว รศ.ดร.ชัยวัฒน์ ให้คำตอบว่า ปัจจุบันนี้วิทยาศาสตร์ยังรู้ไม่หมดเกี่ยวกับความฝันว่าทำไมถึงฝัน และความฝันบอกอะไรได้บ้าง แต่วิทยาศาสตร์สามารถบอกได้ว่า ความฝันเกิดจากการทำงานของสมอง และไม่เกี่ยวกับเรื่องวิญญาณ

ส่วนการที่ฝันเห็นอย่างนั้นอย่างนี้ เนื่องจากเป็นส่วนของความทรงจำของคน ซึ่งสมองของคนทำงาน 2 ระดับ ได้แก่ 1.ระดับที่สมองทำงานเต็มที่ ทุกส่วนของร่างกายทำงานเต็มที่ และ 2.จิตใต้สำนึกที่เป็นเรื่องของความทรงจำ บางสิ่งที่เจอมาในอดีตเป็นเรื่องที่อยู่ในใจเหล่านี้ก็อยู่ในสมอง อย่างเช่น ในขณะที่ตื่นสมองความทรงจำเหล่านี้จะถูกเก็บ และเมื่อนอนหลับสมองทำงานลดลง 50% แต่สิ่งที่อยู่ในจิตใจไม่เคยหยุดนิ่ง เหมือนกับเวลากลางวันคนต้องคิดถึงสิ่งที่เป็นภาระ จดจ่อในการทำงาน แต่พอกลางคืนเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต ซึ่งอยู่กับตัวเราตลอดเวลามันจะออกมาในตอนที่นอนหลับ

“คนที่กำลังนอนหลับแล้วฝันช่วงฝันลึกตาของเขาจะขยับ เพราะว่าฝันเห็นเหตุการณ์จริงว่าเดินหรือวิ่งไปไหน ให้ลองปลุกเขาในตอนนั้นทันทีเขาจะจำได้ อันนี้เป็นวิธีง่ายๆ แต่ว่าทางวิทยาศาสตร์สามารถใช้เครื่องอีจี (EG) จับและวัดคลื่นสมองจะรู้เลยว่าตอนนี้กำลังหลับสบาย ตอนนี้กำลังฝัน และรู้ด้วยว่าฝันประเภทไหนลักษณะใด แต่ไม่ถึงกับรู้ว่าเรื่องราวของความฝันเป็นอย่างไร ตื่นเต้นหรือสบายๆ ผ่อนคลาย หรือเป็นฝันร้าย วิทยาศาสตร์บอกได้ ถึงแม้ว่าจะยังตอบไม่ได้ทั้งหมดว่าทำไมเราจึงฝัน ความฝันบอกอะไรได้ไหม แต่ที่ชัดเจนแล้วอธิบายได้ คือ ไม่เกี่ยวกับวิญญาณ”

90% ของกระบวนการวิทยาศาสตร์พบไม่มีวิญญาณอยู่จริง

อย่างไรก็ตาม วิญญาณถูกหักล้างด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์เรื่อยๆ จนแทบไม่มีบทบาทเลย ทำให้ในการที่จะอธิบายเรื่องของระลึกชาติ โดยโฟกัสไปที่วิญญาณนั้น มีแนวโน้มถึง 90% ว่าไม่มีวิญญาณ แต่ไม่ได้หมายความเรื่องของการระลึกชาติไม่จริง เพราะวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้ปฏิเสธ

ฉะนั้น จึงสรุปเรื่องระลึกชาติได้ว่า ส่วนใหญ่จะมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ยังมีอยู่จำนวนหนึ่งที่ประมาณ 10% ซึ่งวิทยาศาสตร์บอกว่าน่าสนใจ และไม่สามารถตอบได้ว่าใช่หรือไม่ใช่ ต้องศึกษาและพิสูจน์กันต่อไป โดยใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ ซึ่งบางกรณีก็ทำไม่ได้ง่ายๆ เพราะต้องไปศึกษาเจาะอย่างละเอียดทุกเรื่องราวเท่าที่จะเป็นไปได้

“ยกตัวอย่างเช่น เวลาไปอ้างถึงใคร ก็ต้องไปหามาแล้วมาศึกษาดูว่าใช่หรือไม่ใช่ ซึ่งตรงนี้ปรากฏว่าเวลาจะทำจริงๆ นั้นเกิดปัญหา มักจะมีข้อขัดข้องเช่น ติดต่อไม่ได้ ไม่สะดวกจะให้ข้อมูล คนที่เกี่ยวข้องบอกว่าแค่นี้พอนะ เริ่มไม่สบายใจแล้วที่จะให้เจาะลึกศึกษาต่อไป หรืออาจจะกลายเป็นเรื่องของการไปรบกวนบรรพบุรุษ และอีกฝ่ายอาจจะมองว่าเป็นการมาจับผิดเขาหรือเปล่าเหล่านี้ มันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน มันก็เลยทำให้ในส่วนที่วิทยาศาสตร์จะพิสูจน์ว่ามันจริงหรือไม่นั้น จึงไม่ได้ในจุดนี้ทั้งหมด”

ทุกเรื่องมีโอกาสเป็นไปได้ แม้เกิดเพียงแค่กรณีเดียว!

เมื่อทีมข่าวถามอาจารย์ชัยวัฒน์ว่า นอกเหนือจากวิธีที่จะพิสูจน์จากวิญญาณที่จะมาเป็นตัวศึกษา ยังมีวิธีอื่นอีกหรือไม่นั้น นักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง ให้คำตอบว่า “มี แต่ชัดเจนไม่เท่าศึกษาจากเรื่องของวิญญาณ เพราะวิญญาณมีองค์ประกอบที่สามารถศึกษาอย่างเป็นระบบชัดเจนที่จะตอบโจทย์ข้อนี้ สิ่งอื่นมันจะไม่ชัดเจนเท่า เพราะว่าวิญญาณจะเกี่ยวข้องหมดเลยทั้งในเรื่องของความเป็นความตาย เรื่องชาติภพ เรื่องระลึกชาติ เรื่องของความฝัน แต่คำตอบที่เรารู้มันแกะเป็นปมออกมาในแนวโน้มอย่างที่ว่า เรื่องชาติภาพอาจจะไม่มีจริง แต่ก็ยังไม่ใช่ 100% ส่วนน้อยที่เหลืออยู่ไม่มากไม่ถึง 10% โอกาสจะเป็นจริงขึ้นมาได้ไหมนั้น มองว่าเป็นไปได้

อย่างไรก็ดี วิทยาศาสตร์ก็ยังถือว่า เรื่องของวิญญาณ เรื่องของการระลึกชาติ ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงเรื่องชาติภพ เป็นเรื่องที่ยังไม่ปิด เพราะถ้ามีข้อมูลหลักฐานใหม่หรือเรื่องเก่า ที่พิสูจน์ได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ชัดเจน แม้จะเป็นเพียงเรื่องเดียว วิทยาศาสตร์ก็ยอมรับ!

แนวคิดทางพุทธศาสนา เชื่อว่าการระลึกชาตินั้นสามารถเกิดขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับภาวะจิตที่นิ่ง ขณะที่ ทางวิทยาศาสตร์ มีแนวโน้มว่าระลึกชาติอาจจะไม่มีจริง แต่ยังมองว่ามีโอกาสเป็นไปได้ แล้วคุณล่ะ…คิดอย่างไรกับเรื่องนี้?

https://www.thairath.co.th/content/525362

ด้วยความขอบคุณเรียน…แฟนเพจที่รักทุกท่าน จากวันแรกที่เรื่องราวของเด็กสาวคนหนึ่งมาโลดแล่นอยู่ในโลกของโซเชียลจนกลา…

Posted by ข้ามภพ ข้ามชาติ on Monday, January 1, 2018

TK Reading Club ชวนนักอ่านมาร่วมพบปะ พูดคุยกับ "ครู ข้างวังฯ" กับหนังสือเรื่อง "ข้ามภพ ข้ามชาติ" เรื่องดังในเฟซบุ๊กที่มี…

Posted by TKpark อุทยานการเรียนรู้ on Friday, February 17, 2017