ซึ้งกินใจ! หนุ่มวิน พาแม่ไปนั่งทานอาหารร้านดัง ก่อนโต๊ะข้างๆได้ยินบทสนทนา แทบน้ำตาไหล

เห็นภาพนี้แล้วรู้สึกดีจัง นั่งกินอยู่ดีๆก็มีวินมอไซพาแม่เดินเข้ามา ไอ้เราก็แอบฟัง

แม่: จะกินจิงๆเหรอลูกมันแพงนะ วิน: ผมมีตัง (พร้อมกับหยิบเงินละเอามาโชว์ให้แม่ดูบนโต๊ะ) แม่: (หยิบเงินมานับๆๆ) มันไม่กี่บาทเองนะ (ที่มองๆ ประมาน200 กว่าบาทได้) เก็บไว้ใช้เถอะ แม่กินอาหารตามสั่งก็ได้ วิน: แค่นี้ผมวิ่งอีกแป๊บเดียวก็ได้คืนแล้ว (ลุกไปสั่งของ) แล้วเห็นทั้งแม่และวินนั่งกินคุยไปมีความสุขดี ราคาแค่นี้ทำให้เขามีความสุขได้ คุ้มนะ #อาหารไม่จำเป็นต้องหรูหรา_ขอแค่ได้กินกับคนที่เรารัก_อะไรมันก็อร่อยทุกอย่าง ป.ล. ขออณุญาตพี่วินและคุณแม่ด้วยนะครับ ที่เอาเรื่องดีๆมาแชร์ครับ

พระคุณพ่อ-พระคุณแม่

คนเราทุกคนเมื่อเกิดมาแล้ว จะมีพระผู้ให้อยู่ ๒ ท่านคือ พระคุณพ่อ และ พระคุณแม่ ท่านทั้งสองจะเป็นผู้ให้เราตั้งแต่เกิดโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ เลยเพียงเพื่อให้ลูกนั้นเติบโตมีความสุข มีการศึกษา และเป็นพลเมืองดีดังคำกล่าวที่ว่า

– พ่อแม่เป็นพระพรหมของลูก กล่าวคือ มีความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา

– พ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูก กล่าวคือ สอนให้พูด และอบรมความรู้เบื้องต้นให้เลือก – พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก กล่าวคือเป็นผู้มีอุปการะมากมีพระเดชพระคุณมากเป็นเนื้อนา

บุญของลูก และเป็นผู้ควรรับการนมัสการจากลูก

ถ้าเปรียบพ่อแม่ดั่งเทียนไขแล้ว พ่อแม่บางคนต้องลุกจุดไฟเผาตนเองตั้งแต่เช้ามืด เพื่อออกไปทำงานหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว และเก็บไว้ส่วนหนึ่งเป็นค่าตำราทุนการศึกษาให้แก่ลูก

พ่อแม่เป็นผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ของเรา สรุปโดยย่อ คือ

๑. เป็นต้นแบบทางกาย คือ การที่เราเกิดมาได้ก็เพราะต้นแบบ คือ มีพ่อกับแม่ถ้าไม่มีท่านทั้งสองเราก็ไม่สามารถเกิดมาได้ อีกทั้งท่านยังเป็นต้นแบบที่ดี คือความเป็นมนุษย์ จึงทำให้เราเกิดมาเป็นมนุษย์ด้วยเพราะถ้าพ่อแม่ของเราเป็นสัตร์ เราก็จะเกิดเป็นสัตว์ด้วย

โชคดีที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้ร่างที่ประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งหลาย เพราะสามารถใช้ความรู้ความสามารถประกอบคุณความดีได้เต็มที่ ทั้งนี้ก็เพราะเรามีพ่อแม่เป็นต้นแบบทางกายให้นั่นเอง

๒. เป็นต้นแบบทางใจ คือ ให้ความอุปการะเลี้ยงดู ฟูมฟัก ทะนุถนอม อบรมสั่งสอน ปลูกฝังกิริยามารยาท ให้ความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรมแก่ลูก

พระคุณพ่อแม่เป็นต้นแบบทางกายให้เรา ก็นับว่ามีพระคุณมากแล้ว ยิ่งท่านอบรมเลี้ยงดูเรามา เป็นต้นแบบทางใจให้ด้วย ก็ยิ่งมีพระคุณมากเป็นอเนกอนันต์ พ่อแม่บางคนทำงานหามรุ่ง-หามค่ำ อาบเหงื่อตากน้ำสุดแสนจะเหนื่อย แต่ก็ต้องทนลำบากเพื่อลูก เปรียบดั่งเทียนไข เมื่อเริ่มจุดไฟแล้วเทียนเล่มนั้นจะค่อย ๆ ละลายตังเองลงไปทุกวินาที เทียบบางเล่มยังคงสว่างไสวอยู่มาก เปรียบดั่งพ่อแม่อยู่ในวัยกลางคนแล้ว และเทียนบางเล่มที่ริบหรี่ลงเมื่อถูกลมพัด เปรียบดั่งพ่อแม่กำลังเจ็บไข้ได้ป่วยหรือมีปัญหาในการทำงาน แต่ก็พยายามหอบสังขารไปทำงานหาเช้า-กินค่ำเพื่อลูก แต่เทียนบางเล่มได้ถูกพายุร้ายพัดดับลงเสียแล้ว นั่นหมายถึงชีวิตของท่านทั้งสองได้จากเราไปสู่สุคติแล้ว

ดังนั้น เราผู้ซึ่งเป็นลูกจึง ควรมีความสำนึกในพระคุณอันใหญ่ หลวงนี้โดย การตอบแทน พระคุณ ท่านทั้งสอง เปรียบดั่งหนังสือเล่มนี้หากมีความดีอยู่บ้าง ก็ขอมอบความดีเหล่านี้แด ่คุณพ่อคุณแม่ ่ที่ ่เป็นครู คนแรกของลูก( พรจากพระองค์ใดไม่ประเสริฐเท่าพรจาก พระคุณพ่อ-พระคุณแม่ )

(สมเด็จโต พรหมรังสี)

ลูกเอ๋ย…ยามที่พ่อแม่ของเจ้ามีอายุมากขึ้น ย่อมมีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน ความแข็งแรงของร่างกายที่เคยมีก็ลดลง ใจน้อยง่าย ความจำก็เสื่อม ขี้หลงขี้ลืม จิตใจก็หมดความสุขสดชื่น ถึงแม้พวกเจ้าจะคอยเอาใจใส่ดูแลใกล้ชิดสักเพียงใดก็ตาม ก็ไม่อาจช่วยให้พ่อแม่ของเจ้ามีความสุขได้เต็มที่ เพราะพวกเจ้าทุกคนต่างก็มีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ เจ้าช่วยท่านให้ได้รับความสุขเพียงการให้กินอยู่หลับนอน อันเป็นความสุขทางกายเท่านั้น แต่จิตใจของท่าน หาได้ร่าเริงสดชื่นผ่องใสไม่ เจ้าจงจำไว้ว่า การให้ความสุขแก่พ่อแม่อย่างแท้จริงก็คือ การให้ธรรมะ ด้วยการสอนหลักธรรมง่ายๆให้พ่อแม่ของเจ้า พาท่านไปทำบุญทำทาน สอนท่านให้รู้จักการปฏิบัติบูชา สวดมนต์ ภาวนา แผ่เมตตา ธรรมะจะอยู่ในจิตใจของพ่อแม่เจ้าทุกภพทุกชาติ ถือว่าเป็นการทดแทนพระคุณที่สูงสุด
เจ้าจงจำไว้นะลูกเอ๋ย !…

พระพุทธองค์ตรัสสอนพระมหาคุณอันยิ่งใหญ่ของบุพการีผู้ให้กำเนิดอุ้มชูเลี้ยงดูฟูมฟักจนเติบใหญ่ …
เราผู้เป็นลูกพึงรู้สำนึกในความกตัญญูกตเวทีที่ทดแทนพระคุณในขณะที่ท่านทั้งสองยังมีชีวิตอยู่…
มิใช่ทรัพย์สินเงินทอง..มิใช่ความเก่งกาจทรนง …
หรือแม้เราจะควานหาทุกสิ่งจนเจนจบใต้หล้าทั่วแผ่นพื้นปฐพีนี้…
พระพุทธองค์ก็ยังตรัสว่า…ไม่อาจที่จะนำมาทดแทนคุณบุพการีได้เลย …
แล้วมีสิ่งไหนเล่าที่จะทดแทนได้ ?…

ในกาลนั้น พระตถาคตเจ้าได้เปล่งพระสุรเสียงอันไพเราะ ๘ ประการ ของพรหม ตรัสแด่ปวงชนทั้งหลายว่า…. “เธอทั้งหลายพึงสำเหนียก เราจักแสดงแก่เธอ…..

หากมีบุรุษ หาบบิดาด้วยไหล่ซ้าย หาบมารดาด้วยไหล่ขวา …
แบกหามหาบนั้นจนผิวหนังแตกทะลุถึงกระดูก …
จากกระดูกถึงไขกระดูก …
หาบวนรอบเขาพระสุเมรุเป็นเวลาผ่านไปนับ แสนกัป …
โลหิตไหลท่วม ข้อเท้า …
ก็มิอาจตอบแทนพระคุณอันล้ำลึกยิ่งใหญ่ของบิดามารดาได้ …

หากบุรุษ ปรารถนาให้บิดามารดาพ้นจากทุพภิกขภัย …
แล่เนื้อตนเอง และบดให้ละเอียด ให้บิดามารดาเป็นอาหาร …
แม้จักกระทำถึง แสนกัป …
ก็มิอาจตอบแทนพระคุณอันล้ำลึกยิ่งใหญ่ของบิดามารดาได้ …


หากมีบุรุษ เพื่อตอบแทนพระคุณบิดามารดา …
ใช้มีดคว้านควักดวงตาของตน ออกมาถวายบูชาแด่พระตถาคต …
แม้จะกระทำนับ แสนกัป …
ก็มิอาจตอบแทนพระคุณอันล้ำลึกยิ่งใหญ่ของบิดามารดาได้…

หากมีบุรุษ เพื่อตอบแทนพระคุณบิดามารดา …
ใช้มีดอันคมควักหัวใจของตน โลหิตไหลทั่วพื้นปฐพี …
มิหวั่นต่อความเจ็บปวด …
แม้จักกระทำนับ แสนกัป …
ก็มิอาจตอบแทนพระคุณอันล้ำลึกยิ่งใหญ่ของบิดามารดาได้…

หากมีบุรุษ เพื่อตอบแทนพระคุณบิดามารดา …
ใช้มีดง้าวศาตราวุธนับแสน เสียบทิ่มแทงจนทะลุปรุพรุนไปทั่วร่าง …
แม้จักกระทำนับ แสนกัป
ก็มิ อาจตอบแทนพระคุณอันล้ำลึกยิ่งใหญ่ของบิดามารดาได้….

หากบุรุษ. เพื่อตอบแทนพระคุณบิดามารดา …
ทุบกระดูกตน รีดไขกระดูกเป็นเชื้อไฟจุดประทีปถวายเบื้องหน้าพระตถาคต…
แม้จักกระทำนับ แสนกัป …
ก็มิอาจตอบแทนพระคุณอันล้ำลึกยิ่ง ใหญ่ของบิดามารดาได้ …

หากบุรุษ เพื่อตอบแทนพระคุณบิดามารดา …
กลืนกินลูกเหล็กที่ร้อนระอุ …
แม้จักกระทำนับ แสนกัป จนทั่วร่างกายลุกเป็นไฟ …
ก็มิอาจตอบแทนพระคุณอันล้ำลึกยิ่งใหญ่ของบิดามารดาได้…

หากบุรุษ เพื่อตอบแทนพระคุณบิดามารดา …
เอาร่างฝ่ากระโจนเข้าไปในกองไฟ จนไหม้เกรียมเป็นผุยผง …
แม้จักกระทำนับ แสนกัป ….
ก็มิอาจตอบแทนพระคุณอันล้ำลึกยิ่งใหญ่ของบิดามารดาได้…”

 

ปวงชนทั้งหลาย เมื่อได้สดับรับฟังพระพุทธดำรัสถึงความยิ่งใหญ่ ของพระคุณบิดามารดาเช่นนั้น …ต่างหลั่งน้ำตาด้วยความปวดร้าวใจ ดุจดังมีดกรีด ด้วยมิอาจคิดหาวิธีได้ …
ต่างพร้อมเพรียงกันกราบทูล พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยความละอายและเกรงกลัวต่อบาปในสังสารวัฎ ว่า….
” ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า พวกข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นผู้บาปยิ่งนัก จักกระทำเยี่ยงไรจึงจะสามารถตอบแทนพระคุณอันยิ่งใหญ่ลึกซึ้งของ บิดามารดาได้ ? ”

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแก่สาวกทั้งหลายว่า…
“หากปรารถนาจักตอบแทนพระคุณบิดามารดา….

การกระทำทดแทนคุณ การทดแทนพระคุณบุพการี
พึงเขียนแสดงพระสูตรนี้ … (บอกกล่าวและเผยแผ่)
สวดท่องพระสูตรนี้ขอขมากรรมเพื่อบิดามารดา …
ถวายสักการะแด่พระรัตนตรัยเพื่อบิดามารดา …

พึงรักษาศีลอุโบสถเพื่อบิดามารดา …
พึงบำเพ็ญทานเพื่อบิดามารดา …
พึงชี้แนะธรรมะแด่บิดามารดา …

หากประพฤติปฏิบัติได้เยี่ยงนี้ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นบุตรกตัญญู…
หากไม่ประพฤติเยี่ยงนี้ ย่อมไม่อาจพ้นนรกโลกันต์ ” …

cr.เฟซบุ๊ก Pattaradej Maliwan cr.www.bandhit.com/bandhit/far.htm
cr.www.dmc.tv/pages/คู่มือเตรียมบวชสามเณร/พระคุณพ่อแม่.html
cr.www.96rangjai.com/prakun/