บุพเพสันนิวาส!! “แพทย์หญิง” จบ มช. ตกหลุมรัก “แท็กซี่จิตอาสา” เผยเพราะความดีจึงยอมสยบ !!

เมื่อสัปดาห์ก่อนทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์ ได้เล่าถึงชีวิตของแท็กซี่จิตอาสา “สุวรรณฉัตร พรหมชาติ” ฮีโร่ของผู้ป่วย คนพิการ และผู้อ่านที่ติดตามแนวหน้าออนไลน์ต่างสนใจเรื่องราวของผู้ชายคนนี้รวมไปถึงภรรยาคู่บุญ “พญ.จำเนียร พรหมชาติ” หรือ “คุณหมอจำเนียร” นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ ด้านเวชปฏิบัติทั่วไป ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ รพ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา หลายคนอาจจะสงสัยว่าทั้งคู่มาพบรักกันได้อย่างไร

เมื่อวันเสาร์ที่ 7 เมษายน 2561 ผ่านมาเราจึงไปพบคุณหมอจำเนียร กันถึงที่ทำงานกันเลย เพื่อไปหาคำตอบให้กับแฟนคลับของเรา แต่ที่งานที่ว่านี้ไม่ใช่โรพยาบาลพนมมหาสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา แต่เป็นที่ “ศูนย์ฝึกงานไม้ศิษย์เอก” ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ที่ทุกวันเสาร์ และอาทิตย์ พญ.จำเนียร พรหมชาติ กับ สุวรรณฉัตร พรหมชาติ จะมาช่วยกันทำโต๊ะเก้าอี้เพื่อนำไปแจกฟรีให้กับโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศที่ขาดแคลนโต๊ะเก้าอี้กันที่นี่โดยมีอาจารย์นิพนธ์ เจียมสมบัติ อาจารย์จิตอาสาอีกท่านหนึ่งเป็นหัวเรือใหญ่

เมื่อไปถึงพบกับ คุณหมอจำเนียร กำลังทำงานอย่างขะมักเขม้นกับทีมงานโดยงานที่เราเห็น คุณหมอจำเนียร ทำคือการยกเล็กที่ตัดแล้วไปกองไว้ และทาสีกระดานอัดที่ได้รับบริจาคมาเพื่อเตรียมจะนำมาประกอบเป็นโต๊ะเก้าอี้ หากใครพบเจอในตอนแรกเราเชื่ออย่างแน่นอนว่าจะต้องไม่มีใครรู้มาก่อนเลยว่า นี่คือ “พญ.จำเนียร พรหมชาติ” รองผู้อำนวยการ รพ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา หากไม่มีการแนะนำให้รู้จัก

เราได้พบกับ พญ.จำเนียร พรหมชาติ, สุวรรณฉัตร พรหมชาติ แท๊กซี่จิตอาสา และอาจารย์นิพนธ์ เจียมสมบัติ อาจารย์จิตอาสา พร้อมกับทีมงานจิตอาสาอีกหลายคนล้วนแต่เป็นกลุ่มคนวัยรุ่นที่มาช่วยกันทำงานอย่างสนุกสนานด้วยใจรัก เมื่อได้โอกาสเราจึงได้เข้าไปแนะนำตัวพร้อมกับขอสัมภาษณ์ พญ.จำเนียร พรหมชาติ เพื่อหาคำตอบให้กับแฟนคลับที่อยากรู้เรื่องราวระหว่าง พญ.จำเนียร พรหมชาติ กับสุวรรณฉัตร พรหมชาติ แท๊กซี่จิตอาสา มาพบรักกันได้อย่างไรอซึ่งคุณหมอจำเนียร ก็ยินที่ให้ข้อมูลกับทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

คำแรกที่เราถามคือ “คุณหมอจำเนียร” รู้จักกับ “สุวรรณฉัตร” ได้อย่างไร

คุณหมอจำเนียร จึงเล่าให้ฟังว่า เรา 2 คนก็อายุไม่น้อยแล้ว เราผ่านการมีครอบครัวมาแล้วทั้งคู่ ตนคิดว่าเป็นช่วงจังหวะของชีวิต เพราะผ่านอะไรมาก็มากแล้ว ไม่ได้เป็นความรักหวือหวาอะไร

หากถามว่ารู้จักคุณเดี่ยว (“เดี่ยว” คือชื่อเล่นของสุวรรณฉัตร) ได้อย่างไร ต้องตอบว่า ตนเห็นคุณเดี่ยวทำงานด้านจิตอาสาและติดตามคุณเดี่ยว บนเฟสบุ๊กเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ป่วย พิการ จึงหาข้อมูลว่าเขาได้ช่วยเหลือสังคมจริงหรือไม่ โดยติดตามดูเขาไปเรื่อยๆ ก็เห็นว่าเขาช่วยเหลือคนป่วยจริงๆ ตนจึงอยากร่วมบุญช่วยให้เขาทำความดีต่อไป จึงได้โทรศัพท์ไปบอกคุณเดี่ยวว่า “จะช่วยค่าโทรศัพท์เดือนละ 500 บาท” นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เราได้รู้จักกัน

หลังจากนั้นมาก็ได้ช่วยบุญกันมาเรื่อยๆ ต่อมาตนคิดว่านอกจากช่วยค่าโทรศัพท์แล้วเราจะช่วยเหลืออะไรคุณเดี่ยว ได้มากกว่านี้อีก จนกระทั่งฉุดคิดได้ว่าเราเป็นแพทย์และเห็นเขาไปอุ้มผู้ป่วยที่พิการ นอนติดเตียง และต้องช่วยเครื่องหายใจ คนไข้บางคนไม่รู้สิทธิ์ของตัวเองว่าสามารถใช้สิทธิ์เบี้ยคนพิการได้คนละ 800 บาท และลูกหลานก็สามารถเอาไปลดหน่อยภาษีได้ จากนั้นตนจึงเข้าไปช่วยคุณเดี่ยว ทำงานในเรื่องนี้เพื่อเป็นการต่อยอดให้การทำงานโดยเฉพาะคนป่วยได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ความรู้สึกที่คุณหมอจำเนียร เจอคุณเดี่ยว – สุวรรณฉัตร ครั้งแรก

คุณหมอจำเนียร บอกว่า เห็นเขาดูเป็นคนใจดีและเราก็ไม่ได้สนใจเลยว่าเขาเป็นคนขับแท็กซี่ แต่เรามองเขาที่การกระทำมากกว่า เพราะไม่ว่าสาขาอาชีพใดก็ต้องเจอคนดีและคนไม่ดีทั้งนั้น หลังจากนั้นเราก็ได้ศึกษาดูใจกันประมาณ 1 ปีและตกลงใช้ชีวิตคู่ รวมถึงจดทะเบียนสมรสด้วยกันมาประมาณ 2-3 ปีแล้ว ซึ่งเราช่วยเหลือกันมาตลอด เวลาที่เราไปช่วยผู้ป่วยที่บ้านกับคุณเดี่ยว ก็จะรู้สึกประทับใจและรู้สึกว่าชีวิตเรามีคุณค่าในอีกแง่หนึ่ง

“กว่าเรา 2 คนจะมาถึงวันนี้ได้ก็ต้องต่อสู่กับสายตาของผู้คนรอบข้าง สังคม หรือแม้กระทั้งคนใกล้ตัว ญาติ พี่น้อง ที่เขาไม่เห็นเห็นด้วย ซึ่งถ้าเรามั่นใจในตัวเขา เราเลือกเขา หากไปฟังจากคนนั้นคนนี้ก็คงไม่มีมาถึงวันนี้ เรามั่นใจเพราะเราศึกษาเขามาแล้วและมั่นใจว่าเขาเป็นคนที่ดูแลเราได้ และเป็นกำลังใจให้กันได้ไปจนกว่าจะแก่เฒ่าไปด้วยกัน เราไม่ต้องไปสนใจในคำพูดเขาหรือคำพูดของใคร เพราะมันจะเป็นการทำลายจิตใจเรา แต่ในมุมกลับกันมีคนที่ติดตามคุณเดี่ยวกลับชื่นชม และเป็นกำลังใจให้เรา แต่ทุกวันนี้ทุกฝ่ายยอมรับเราแล้วทั้งผู้คนรอบข้าง ญาติ พี่น้อง” พญ.จำเนียร กล่าว

แล้วทุกวันนี้คุณหมอจำเนียร รู้สึกอย่างไรบ้างที่เดี่ยว – สุวรรณฉัตร อยู่ข้างกาย

คุณหมอจำเนียร หันไปมองสุวรรณฉัตร ยิ้มพร้อมกับกล่าวว่า “การที่จะอยู่ด้วยกัน สุขหรือทุกข์เรา 2 คนคือคนที่จะรับรู้ ไม่ใช่ว่าเรามาออกสื่อแล้วรักกัน พอกลับไปบ้านแล้วทะเลาะกันมันไม่ใช่ เพราะหากเราอยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข เราไม่ต้องไปบอกให้ใครเขารู้หรอก เพราะทุกวันนี้เราอยู่ด้วยกัน และมีความสุขดี”

พญ.จำเนียร บอกด้วยว่า สำหรับ “สุวรรณฉัตร” ไม่ใช่คือจุดเริ่มต้นของการทำจิตอาสาของตน แต่สมัยตอนเรียนแพทย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตนก็ชอบทำเกี่ยวกับจิตอาสาอยู่แล้ว เมื่อมาเจอคุณเดี่ยว ก็ทำให้ความรู้สึกเก่าๆ กลับคืนมา และทุกวันนี้ตนก็แบ่งงานเป็นช่วง คือ จันทร์-ศุกร์ทำงานตามเวลาราชการที่โรงพยาบาล ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ ก็มาช่วยคุณเดี่ยว ทำจิตอาสาทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งมาทำโต๊ะเก้าอี้เพื่อแจกให้กับโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารที่ “ศูนย์ฝึกงานไม้ศิษย์เอก” ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม แห่งนี้ด้วย

“ทุกวันนี้ทำในสิ่งที่เป็นตัวเราเอง แต่ก็ยังคิดเหมือนกันนะว่าทำไมเราไม่แต่งตัวสวยๆ เหมือนกับผู้หญิงคนอื่นทั่วๆ ไป ปรากฎว่าเคยแต่งหน้าแล้วทำให้เสียเวลา ก็ไม่เอาดีกว่า แต่ถ้าจะแต่งเหมือนกันก็เฉพาะงานสำคัญเท่านั้น เช่นงานที่คุณเดี่ยว ได้รับรางวัล ก็แต่งหน่อย แต่ส่วนใหญ่จะไม่แต่งปล่อยตามธรรมชาติ

แพทย์มีโอกาสมากมายแต่ทำไมคุณหมอจำเนียร ถึงไม่เปิดคลินิก เหมือนกับคนอื่นๆ บ้าง

“พญ.จำเนียร” บอกกับทีมข่าวว่า “ที่ไม่เปิดคลีนิก เพราะคุณพ่อปลูกฝั่งมาตั้งแต่เด็กว่าให้ทำงานที่รับผิดชอบให้ดี จึงไม่คิดจะเปิดคลีนิก และตนคิดว่าอยู่ในระบบราชการก็มีทั้งเงินเดือน ค่าเข้าเวรต่างๆ ก็เพียงพอแล้ว บางคนเปิดคลีนิกเช้า กลางวัน และเย็น แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปอยู่กับครอบครัว และที่สำคัญตนได้รับทุนจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ จากวังสวนผักกาด จึงอยากทำตรงนี้เพื่อตอบแทนแผ่นดิน เพราะเมื่อก่อนที่บ้านพ่อ กับแม่ทำนาก็กังวลว่าจะมีเงินส่งลูกเรียนหรือไม่ แต่พอมาได้ทุนก็ถือว่าเป็นเรื่องที่โชคดีมากแล้ว”

คุณหมอจำเนียร บอกด้วยว่า ตอนนี้ตนทำงานเป็นแพทย์มาแล้ว 25 ปี และในวันที่ 1 พฤษภาคม 2561 นี้ตั้งใจว่าจะเข้าโครงการสมัครใจลาออก หรือเกษียณก่อนกำหนด เพื่อหันมาทำงานจิตอาสาอย่างที่ตั้งใจไว้กับคุณเดี่ยว สุวรรณฉัตร พรหมชาติ ส่วนจะไปทำงานเป็นแพทย์ต่อในโรงพยาบาลเอกชนหลังเกษียณแล้วหรือไม่ตรงนี้คงไม่แล้ว

“หากจะเรามองคนหรือดูคนอย่าไปมองที่อาชีพหรือหน้าตา ฐานะ หรือรายได้ ให้ดูสิ่งที่เขาทำว่าทำอะไร และให้คนอื่นเดือดร้อนหรือไม่ ทุกคนสามารถทำสิ่งดีๆ ให้กับครอบครัว สังคมได้ เราเริ่มจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก่อน เช่น ขับรถให้มีน้ำใจต่อกัน เป็นต้น ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่น คนเป็นหมอได้เงินเป็นล้านเป็นแสนไม่ต้องไปสนใจ เพราะเราทำตรงนี้แล้วเรามีความสุข เพียงแค่ออกใบอนุญาตให้คนป่วยเพียงใบเดียวผู้ป่วยก็ดีใจมากแล้ว” พญ.จำเนียร พรหมชาติ กล่าวทิ้งท้าย

เมื่อฟังฝ่ายหญิงเปิดใจอย่างนี้แล้วก็ต้องมาฟังฝ่ายชายบ้าง

ขณะที่เดี่ยว – สุวรรณฉัตร พรหมชาติ แท๊กซี่จิตอาสา ซึ่งนั่งอยู่เคียงข้าง พญ.จำเนียร พรหมชาติ เปิดเผยถึงความสัมพันธุ์ตั้งแต่ที่รู้จักกับคุณหมอจำเนียร ให้ทีมงานฟังว่า ก่อนที่ตนจะพบกับคุณหมอจำเนียร ยอมรับว่าได้มีคนติดต่อมาหาตนหลายคนล้วนแต่เป็นสาวใหญ่ที่มีฐานะ บ้างบอกว่ามีสมบัติแต่ไม่มีคนสืบทอด จึงอยากให้มาอยู่ด้วย บ้างก็เสนอเสนอบ้านและรถให้ แต่ต้องให้ตนเลิกทำจิตอาสาแล้วไปอยู่ด้วยกัน ซึ่งตนก็เลือกที่จะปฏิเสธ เพราะตนทำตรงนี้มาหลายปีแล้ว

แต่ตรงกันข้ามกับคุณหมอจำเนียร ที่คุณหมอคนเดียวเท่านั้นที่เป็นผู้ร่วมทำบุญกับผมมาตั้งแต่ต้น ซึ่งอาจจะเป็นโชคชะตาที่ทำให้เราสองคนมาเจอกัน ในเรื่องของจิตใจที่ทำจิตอาสาด้วยกันและช่วยเหลือผู้อื่นมาด้วยกัน ซึ่งคุณหมอก็จะออกใบรับรองให้สำหรับคนพิการไม่ว่าจะพิการทางสมอง หรือร่างกาย ซึ่งได้ทำให้การทำงานของตนกับผู้ป่วยสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ตรงนี้เองจึงทำให้เรามีความใกล้ชิดกันและมองเห็นความดีของกันและกัน

“จิตใจของคุณหมอสูงส่งมากที่ยอมลดระดับความเป็นหมอและเสียสละลงมาคบหากับคนที่มีวุฒิแค่เพียง ป.2 และก็ขับแท็กซี่อย่างผม เนื่องจากสังคมส่วนใหญ่มักจะมองคนขับแท๊กซี่ในแง่ลบ แต่ทั้งนี้ผมก็มองว่าคนที่จะมาอยู่กับเราได้ก็ต้องเป็นคนที่เสียสละส่วนตัวทั้งรายได้ เงิน ทอง ทุกอย่างเลย ซึ่งคุณหมอก็ยอมลดตัวลงมาเพื่อที่จะมาใช้ชีวิตกับผม ผมรู้สึกว่าคนแบบนี้หายากมา ถึงอายุเราจะต่างกัน 8-9 ปี มันก็เป็นแค่ตัวเลข แต่สำคัญ คือ ความดี”

จริงหรือที่ตอนแรก สุวรรณฉัตร ถูกมองว่าจะมาเกาะคุณหมอจำเนียร

เดี่ยว – สุวรรณฉัตร กล่าวว่า “ตอนแรกลูกของคุณหมอไม่เปิดใจรับผม เพราะกลัวว่าแท็กซี่จะมาเกาะแม่เขา แต่พอวันหนึ่งเขารู้เรื่องราวของเรามากขึ้น จนกลายเป็นว่าลูกทั้ง 2 คน ของคุณหมอมาออกงานจิตอาสาด้วย เวลาไปบริจาคเก้าอี้ให้กับเด็กๆ ชนบท แม้แต่คุณแม่ของคุณหมอเห็นหน้าผมก็พูดว่า “มาทำไม” แต่ทุกวันนี้เวลาเราไปบริจาคโต๊ะ เก้าอี้ เด็กนักเรียนแม่ก็อยากไปด้วย ตอนนี้แม่ภรรยาก็เหมือนแม่ของผม”

เดี่ยว – สุวรรณฉัตร ยิ้มแล้วหันไปมองคุณหมอจำเนียร ที่นั่งอยู่ข้างๆ และพูดต่อว่า อดีตที่ผ่านมาเขาเห็นว่าผมทำงานเพื่อคนอื่นมากกว่าคนที่บ้าน ไม่สนใจเขา ซึ่งถ้าคู่ชีวิตมุมมองไม่เหมือนกันมันก็อยู่กันไม่ได้เมื่อหมดเวรต่อกันไป เมื่อผมมาเจอคุณหมอ ผมก็คิดว่าคุณหมอมาช่วยคนพิการ ซึ่งมีจิตใจที่ดีเราจึงไปด้วยกันได้อย่างดี

“เมื่อคุณหมอเข้ามาในชีวิตผม นอกจากจะช่วยผู้ป่วยและคนพิการทั่วไปแล้วยังได้ช่วยเหลือคุณพ่อผมที่มีปัญหาเรื่องดวงตามองไม่เห็นข้างหนึ่ง เนื่องจากทำงานแล้วเศษอิฐกระเด็นเข้าไป แต่เขาไม่ทราบนึกว่าตาบอดเพราะว่าอายุมากแล้ว คุณหมอจึงส่งเรื่องไปให้แพทย์ที่จังหวัดพัทลุงดูให้ ตอนนี้พ่อผมตามองเห็นแล้ว ไปไหนมาไหนได้สบาย นี่คือสิ่งที่ทำให้เราทั้งสองใช้ชิวิตคู่กันมาอย่างมีความสุข และเราทั้งสองก้จะทำงานจิตอาสาต่อไป” สุวรรณฉัตร พรหมชาติ แท๊กซี่จิตอาสากล่าวทิ้งท้าย

“พญ.จำเนียร พรหมชาติ” จบแพทย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)

สำหรับเปิดประวัติ “พญ.จำเนียร พรหมชาติ” จบการศึกษาระดับมัธยมต้นจากโรงเรียนสตรีวิทยา กรุงเทพฯ จบการศึกษาระดับมัธยมปลายจากโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ และสอบชิงทุนของคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ และในปี 2531 ได้รับทุนจาก “มูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์” จนจบการศึกษา

ต่อมาเริ่มทำงานเป็นแพทย์ครั้งแรกที่โรงพยาบาลดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ในปี 2554 ย้ายมาเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ชำนาญการพิเศษด้านเวชปฏิบัติทั่วไป รวมทำงานเป็นแพทย์มาแล้ว 25 ปี และในวันที่ 1 พฤษภาคม 2561 พญ.จำเนียร จะเข้าโครงการสมัครใจลาออก หรือเกษียณก่อนกำหนด เพื่อมาทำงานจิตอาสาอย่างที่ตั้งใจไว้

ขอขอบคุณที่มา : naewna