“หนูกัดหิน” ข้อคิดดีๆ ในการใช้ชีวิต…ที่ควรอ่าน!

3 second read
41

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีอยู่ผู้เขาหนึ่งมีลูกชายเป็นคนไม่รักดี ชอบแต่ที่จะเที่ยว กิน เล่น เลี้ยงเพื่อนฝูง ไม่เคยนึกที่จะทำมาหากินเลย บิดามารดาจะว่ากล่าวตักเตือนอย่างไรก็หาได้เชื่อฟังไม่

ในที่สุดเศรษฐีคนนั้นก็ตรอมใจตาย แต่ก่อนที่จะตายไปนั้นได้เอาเงินกับทองใส่ไว้ในตุ่มอย่างละตุ่มฝังไว้ และด้วยคุณงามความดีเขาที่ได้สั่งสมมา ส่งผลให้เศรษฐีได้ไปเกิดเป็นเทวดา

ส่วนลูกของเศรษฐีเมื่อบิดามารดาตายไปแล้วก็ยิ่งได้ใจใหญ่ เอาแต่ใช้เงินเลี้ยงเพื่อนเที่ยวเตร่เสเพล สนุกสนานไปวันๆ ใช้เวลาไม่นานเงินก็หมดลง เพื่อนฝูงที่เคยห้อมล้อมไปมาหาสู่ก็หายหน้าไปทีละคนต่อมาวันหนึ่งได้มีเพื่อนมาชวนไปกินเลี้ยงกันตามปกติ โดยได้กำชับกับลูกเศรษฐีตกยากว่าถ้าคิดจะไปกินเลี้ยงจริงๆ ก็ให้เอาไก่ไปร่วมในการกินเลี้ยงด้วยตัวหนึ่งลูกเศรษฐีอยากไปกินเลี้ยงมาก ถึงแม้ตนจะไม่มีเงินแล้ว ก็ยังดิ้นรนขวนขวายหาไก่ได้ตัวหนึ่งมาจนได้ แล้วจึงจัดการลวกน้ำร้อนถอนขนออก แล้วห่อใบตองเตรียมตัวที่จะไปร่วมงานกินเลี้ยง

ครั้นออกเดินมาได้สักครู่หนึ่ง เพราะความเหน็ดเหนื่อยจึงแวะพักใต้ต้นไม้ที่อยู่ข้างทางแล้วเผลอหลับไป บังเอิญในที่นั้นมีอีกาตัวหนึ่งเกาะอยู่บนต้นไม้ ได้กลิ่นเนื้อไก่โชยออกมาจากใบตอง มาันจึงบินลงมาโฉบเอาห่อใบตองไปเขาจึงต้องไปงานกินเลี้ยงมือเปล่า

พอเดินทางมาถึงบ้านเพื่อนที่นัดกินเลี้ยงกันไว้ก็เล่าให้เพื่อนๆฟัง แต่กลับไม่มีใครเชื่อในคำพูดของเขาเลยต่างคนก็ต่างคิดว่าเขาคงไม่มีปัญญาหาไก่มา จึงแต่งเรื่องขึ้นมาแก้ตัว แถมเขายังถูกเพื่อนฝูงในงานพูดจาเยาะเย้ยถากถางเอาเสียอีกด้วยว่าไม่มีปัญญาหาไก่มา แล้วยังไปโทษอีกาอีก ลูกเศรษฐีทั้งเจ็บใจและอายตัดสินใจที่จะไม่ไปร่วมวงกินเลี้ยงด้วย รีบเดินทางกลับมาบ้านเมื่อถึงบ้านแล้วก็ยังน้อยใจไม่หาย นึกถึงเมื่อสมัยอดีตที่ตนมั่งมี มีเพื่อนฝูงล้อมหน้าล้อมหลัง แล้วก็บังเกิดความเสียใจกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ร่างกายก็ผ่ายผอมลง

ฝ่ายเทวดาพ่อแม่เห็นอาการของลูกดังนั้นก็อดที่จะสงสารเสียไม่ได้ จึงมาเข้าฝันลูกว่า…

“นั่นแหละลูกเอ๋ย เมื่อพ่อแม่ยังอยู่ก็ได้สอนเจ้าไปแล้วเรื่องการใช้เงินใช้ทองเมื่อยามลำบากยากจน ใครเขาจะมานับถือเจ้า พูดเรื่องจริงก็เป็นหลอกไปได้ ขอให้เจ้าจงรู้สึกตัวและให้ปรับปรุงตัวเสียใหม่ พ่อแม่จะช่วยเจ้าเอง”

ในความฝันนั้นเองลูกเศรษฐีก็คิดได้ จึงได้ออกปากสัญญากับพ่อแม่ว่า ต่อไปนี้จะเลิกประพฤติตัวเช่นเดิม แล้วจะปรับปรุงตัวจะตั้งใจทำมาหากิน ก่อร่างสร้างตัว เลี้ยงตัวให้มีเงินพอ จะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกตนได้อีกต่อไปเมื่อเทวดาพ่อแม่ได้ฟังดังนั้นจากลูกก็พอใจเป็นยิ่งนัก เมื่อลูกสัญญาว่าจะกลับตัวเป็นคนดีจึงได้บอกที่ซ่อนของตุ่มเงินและตุ่มทองให้ในฝันนั้นเอง

พอลืมตาตื่นขึ้นมาลูกเศรษฐีก็รีบไปขุดหาตุ่มเงินตุ่มทองตามในฝัน ก็พบตุ่มเงินตุ่มทองจริงตามความฝัน จึงได้นำเงินในตุ่มมาทำทุนตั้งอกตั้งใจทำมาหากินอย่างขยันขันแข็ง ไม่นานก็กลับฟื้นตัวขึ้นมาได้ พอมีฐานะกลับขึ้นมาอีก เพื่อนที่เคยหนีหายไป ก็เริ่มกลับเข้ามาคบค้าสมาคมเพิ่มขึ้นทุกวัน

ลูกเศรษฐียังคงจดจำวันที่ถูกเพื่อนฝูงเยาะเย้ยได้ไม่ลืมเลือน อยู่มาวันหนึ่งลูกเศรษฐีได้เห็นโอกาสจึงชวนเพื่อนมากินเลี้ยงเหมือนเมื่อยังร่ำรวยอย่างแต่ก่อน เพื่อนฝูงต่างก็มากันพร้อมหน้าพร้อมตากัน และในขณะที่กินเลี้ยงกันอยู่อย่างสนุกกสนานเฮฮากันอยู่นั้น ลูกเศรษฐีได้นำมีดเหี้ยนๆที่มีแต่ด้ามเท่านั้น มาให้เพื่อนดูเล่มหนึ่งพร้อมกับพูดขึ้นมาว่า…

“แหมๆ มันอัศจรรย์จริงๆ มีดเล่มนี้เพิ่งซื้อมาใหม่ แท้ๆ ทิ้งไว้แค่ข้ามคืนหนูกลับมากัดเสียจนหมดเหลือเท่านี้เอง”

บรรดาเพื่อนฝูงทั้งหลายเมื่อได้ยินดังนั้นก็รับคำเชื่อตามคำพูดนั้น บางคนก็ประสมโรงว่า…

“เป็นจริงเหมือนเพื่อนพูดหนูนี่มันร้ายกาจนัก มีดของเราก็เคยโดนเหมือนกับเพื่อนเลย เหี้ยนเหมือนอย่างนี้ไม่มีผิด”

เพื่อนคนอื่นๆ ก็พูดว่า “ใช่ๆ” กันคนละคำสองคำ ฝ่ายลูกเศรษฐีเมื่อได้ยินดังนั้น ก็คิดขึ้นมาได้ว่า..

“ยามเมื่อเรายากจนจะถูกคนดูถูก ถ้อยคำที่พูดออกมาก็ไม่มีน้ำหนัก ต่อให้พูดความจริงก็ยังไม่มีคนเชื่อ

แต่เมื่อถึงยามมั่งมีร่ำรวย จะพูดอย่างไรจริงหรือเท็จก็มีคนยอมรับเชื่อถือ”

ขอบคุณที่มา: http://www.nithan.in.th และ .คิดเป็น

Load More Related Articles
Load More By update
Load More In ข้อคิด