“หลวงปู่นรสิงห์” บอกว่าทุกคนอยู่ครบที่เมืองบังบด 1 วันที่นั่นเท่ากับ 7 วันของโลกมนุษย์

2 second read
17,002

ยังคงต้องติดตามกันอย่างต่อเนื่องกับภารกิจค้นหาเด็กนักฟุตบอลเยาวชนและโค้ชทีมหมูป่าอคาเดมี ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา จนขณะนี้เข้าสู่วันที่ 9 แต่ยังไม่พบตัวนั้น ท่ามกลางการทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจ ทหาร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและนานาชาติที่ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมปฏิบัติการครั้งนี้ด้วยตามที่มีการนำเสนอข่าวให้ทราบอยู่เป็นระยะนั้น

ล่าสุดเฟซบุ๊ค “ทัศนัย โคตรทอง” ได้มีการเผยภาพพร้อมข้อความว่า “ผมมีโอกาสได้ไปกราบนมัสการหลวงปู่นรสิงห์ พระธุดงค์ ลูกศิษย์ก้นกุฏิของหลวงปู่มั่น และเพื่อนสนิทของพระครูบาบุญชุ่ม ซึ่งผมพบท่านด้วยความบังเอิญ โดยเข้าไปพบท่านในถ้ำพระ เป็นถ้ำอีกหนึ่งแห่งของวนอุทยานถ้ำหลวง ซึ่งผมเองก็พึ่งทราบว่ามีถ้ำแห่งนี้ด้วย

หลวงปู่บอกกับผมว่า

“น้องๆ ทั้ง 13 คน ยังปลอดภัยและสบายดี ไปเที่ยวอยู่ที่เมืองบังบด เมืองที่คนธรรมดาไม่สามารถมองเห็นได้ คนที่นั่นยังไม่ให้น้องกลับจนกว่าจะครบ 7 วันของเมืองบังบด โดย 1 วันของเมืองบังบด เท่ากับ 7 วันของโลกมนุษย์”

ลูกศิษย์ของท่านมาขอร้อง อย่าให้ใครเข้าไปรบกวนท่านอีก และขอไม่ให้มีการนำเสนอข่าว เพราะท่านขอนั่งภาวนาจิตและเทศน์ให้กับคนในภพอื่นได้ฟัง ท่านยิ้มสนทนากับผมอย่างเป็นกันเอง และเอาไม้เท้าเคาะกระหม่อมอวยพรให้ผมโชคดี

เรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกมาเมื่อวันที่ 1 ก.ค. ผ่านเฟซบุ๊กของ “คนธรรมดาไม่สามารถมองเห็นได้” หนึ่งในสื่อมวลชนที่เข้าไปรายงานข่าวในพื้นที่ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ซึ่งระบุว่าได้พบกับ “หลวงปู่นรสิงห์” พระธุดงค์ ลูกศิษย์ก้นกุฏิของหลวงปู่มั่นโดยบังเอิญในถ้ำพระ ซึ่งเป็นถ้ำที่อยู่ในภายในวนอุทยานถ้ำหลวงเช่นเดียวกัน โดย “หลวงปู่นรสิงห์” ยืนยันว่าขณะนี้ “ทีมหมูป่า” ทั้ง 13 ชีวิตปลอดภัยดีอยู่ในเมืองบดบัง เมืองปริศนาที่คนธรรมดาไม่สามารถมองเห็นได้ และจะกลับมาเมื่ออยู่ที่เมืองดังกล่าวครบ 49 วันแล้ว

ขอบคุณเนื้อหาและภาพ : ทัศนัย โคตรทอง และ Obnews

อีกเรื่องเล่าลี้ลับเกี่ยวกับเมืองบังบด

จากเหตุการณ์ประหลาด ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในสัปดาห์เดียวกัน แม้จะอยู่คนละจังหวัดแต่เรื่องราวค่อนข้างใกล้เคียงกัน คือ “ผีโบกรถ” จ้างให้ไปส่งในที่ลึกลับ ร้างผู้คน

นอกจากนี้ อีกข่าวหนึ่งยังมีกรณีโดนผีหลอกให้ไปส่งที่สำนักสงฆ์ร้าง มีผีว่าจ้างคนขับรถตู้ไปส่งในวัดร้าง ในเขต ต.พุ่มแก อ.นาแก จ.นครพนม จนกลายเป็นข่าวลือสะพัดไปทั่ว

หรือเหตุการณ์ผีจ้างหนังที่วัดป่าคำชะโนด จ.อุดรธานีที่โด่งดัง เมืรอหลายสิบปีก่อนเป็นต้น

ล้วนยืนยันเรื่องราวที่ลึกลับของชาวบังบดหรือชาวลับแลเป็นอย่างดี ทำให้ชาวบ้านต่างลือกันเรื่องของผีบังบด ที่อยู่ภพภูมิอื่น ซึ่งเรามองไม่เห็น

แต่ก๋มีหลาย ๆคนที่ไม่เห็น ก็เชื่อว่าเป็นไปไม่ได้หรืออาจจะเป็นเพราะคนเจอเหตุการณ์พูดหรือคิดไปเอง

แต่พระปฎิบัติผู้มีรู้มีญาณท่านยืนยันว่าเรื่องเหล่านี้มีจริงพร้อมทั้งเล่าที่มาของชาวลับแลดังนี้

พระพันธกานต์ อภิปญโญ สำนักสงฆ์ป่าสามแยก บ้านห้วยยางทอง ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ได้เล่าเรื่องราวที่ได้ฟังมาจาก “หลวงพ่อเกษม เขมโก” ครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่น ซึ่งเล่าไว้ว่า

ชาวเมืองลับแลหรือบางทีภาษาท้องถิ่น เขาก็เรียกว่า “ผีบังบด” พวกนี้ก็เป็นชาวทิพย์กลุ่มหนึ่งเหมือนกันและสามารถรับบุญที่พวกมนุษย์อุทิศให้ได้เป็นอย่างดี ถ้าคับคล้ายคับคราว่าจะมีพวกเขาอยู่ที่แห่งใดหรือรับทราบสัญญาณกันได้ในทางใดทางหนึ่งก็อุทิศบุญเพื่อพวกเขาด้วย

เรื่องราวของพวกเขาเท่าที่ฟังจากหลวงพ่อเกษมเล่าให้ฟัง ก็เป็นชาวทิพย์ประเภทหนึ่งที่มีลักษณะท่าทางการแต่งเนื้อแต่งตัวเหมือนกันกับชาวโลกมนุษย์เราและอาศัยอยู่ในโลกด้วยกันกับพวกเรานี่แหละ เพียงแต่อยู่ในอีกมิติหนึ่ง การดำเนินชีวิตของพวกเขาก็คล้ายๆกับมนุษย์เรานี่แหละ มีทั้งการทำไร่ไถนาทำการเกษตร ทำงานหัตถกรรม ทำการเลี้ยงสัตว์ แต่ว่าอาการที่พวกเขาทำก็ทำไปอย่างนั้นแหละ ทำไปเพราะแรงแห่งกรรม ทำอยู่อย่างนั้นแต่ไม่ได้ผลผลิตอะไรจากการกระทำ เช่น เลี้ยงวัวก็เลี้ยงอยู่อย่างนั้นแหละ เลี้ยงไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดกรรมหมดกรรมเมื่อไหร่ก็ได้เลิกเลี้ยงวัว และวัวนั้นก็เป็นคนที่ตายแล้วไปเกิดเป็นผีวัวให้ได้เลี้ยงเพราะแรงแห่งบาปกรรมเหมือนกัน

คือชีวิตความเป็นอยู่ในโลกของพวกเขามันไม่ได้ดีขึ้นหรือเลวลง คืออยู่กันอย่างนั้นแหละ ไม่ได้ดีขึ้นไปกว่านั้นและไม่ได้เลวลงไปกว่านั้น แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาก็ยังดีกว่าเปรตและอสุรกาย แต่ก็ไม่ดีเท่ากับพวกเทวดาที่สถิตตามต้นไม้

กรรมอันใดเหรอ?

ก็เป็นบาปกรรมแต่บาปไม่หนักมากพอที่จะทำให้เกิดในนรก – เปรต – อสุกาย และก็พอมีบุญอยู่บ้างจึงส่งผลให้ไปเกิดในที่ที่เรียกกันว่าเมืองลับแล ซึ่งมีเรื่องในพระไตรปิฎกอยู่เหมือนกัน คือ ชาวทิพย์เขามารักสาวชาวมนุษย์แล้วก็เลยเอาสาวชาวมนุษย์นั้นไปอยู่ในภูมิของพวกเขา สาวชาวมนุษย์นั้นไปอยู่ที่เมืองของเขาก็เข้าใจว่าผ่านไป 7 ปี แต่ถ้านับเวลาในเมืองมนุษย์ก็ผ่านไปถึง 700 ปี

ชายหนุ่ม เกิดความรักใคร่ในตัวนางจึงขออาศัยอยู่ด้วย มารดาของหญิงสาวก็ยินยอมแต่ให้ชายหนุ่มสัญญา ว่าจะต้องอยู่ในศีลธรรม ไม่พูดเท็จ ชายหนุ่มได้แต่งงานกับหญิงสาวชาวลับแลจนมีบุตรชายด้วยกัน 1 คน วันหนึ่งขณะที่ภรรยาไม่อยู่บ้าน ชายหนุ่มผู้พ่อเลี้ยงบุตรอยู่ บุตรน้อยเกิดร้องไห้หาแม่ไม่ยอมหยุด

ผู้เป็นพ่อจึงปลอบว่า “แม่มาแล้ว ๆ” มารดาของภรรยาได้ยินเข้าก็โกรธมากที่บุตรเขยพูดเท็จ เมื่อบุตรสาวกลับมาก็บอกให้รู้เรื่อง ฝ่ายภรรยาของชายหนุ่มเสียใจมากที่สามีไม่รักษาวาจาสัตย์ นางบอกให้เขาออกจากหมู่บ้านไปเสีย แล้วนางก็จัดหาย่ามใส่เสบียงอาหารและของใช้ที่จำเป็นให้ สามี พร้อมทั้งขุดหัวขมิ้นใส่ลงไปด้วยเป็นจำนวนมาก

จากนั้นก็พาสามีไปยังชายป่า ชี้ทางให้ แล้ว นางก็กลับไปเมืองลับแล ชายหนุ่มไม่รู้จะทำอย่างไรก็จำต้องเดิน ทางกลับบ้านตามที่ภรรยาชี้ทางให้ ระหว่างทางที่เดินไปนั้น เขารู้สึกว่าถุงย่ามที่ถือมาหนักขึ้น เรื่อย ๆ และหนทางก็ไกลมาก จึงหยิบเอาขมิ้นที่ภรรยาใส่มาให้ทิ้งเสียจนเกือบหมด

ครั้นเดิน ทางกลับไปถึงหมู่บ้านเดิมบรรดาญาติมิตรต่างก็ ซักถามว่าหายไปอยู่ที่ไหนมาเป็นเวลานานชาย หนุ่มจึงเล่าให้ฟังโดยละเอียดรวมทั้งเรื่องขมิ้นที่ภรรยาใส่ย่ามมาให้แต่เขาทิ้งไปเกือบหมด เหลืออยู่เพียงแง่งเดียว พร้อมทั้งหยิบขมิ้นที่เหลืออยู่ออกมา ปรากฏว่าขมิ้นนั้นกลับกลายเป็นทองคำทั้ง แท่ง ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจและเสียดาย จึงพยายามย้อนไปเพื่อหาขมิ้นที่ทิ้งไว้ ปรากฏว่าขมิ้นเหล่านั้นได้งอกเป็นต้นไปหมดแล้ว และเมื่อขุดดูก็พบแต่แง่งขมิ้นธรรมดาที่มีสีเหลืองทองแต่ไม่ใช่ทองเหมือนแง่งที่เขาได้ไป เขาพยายามหาทางกลับไปเมืองลับแล แต่ก็หลงทางวกวนไปไม่ถูก จนในที่สุดก็ต้องละความพยายามกลับไปอยู่หมู่บ้านของตนตามเดิม

Load More Related Articles
Load More By Update
Load More In ความเชื่อ