เปิดประวัติ “ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน” จ.เชียงราย

2 second read
2,907

จากกรณีที่มีเด็กนักเรียนชาย ทีมฟุตบอลหมูป่า จำนวน 12 คน และโค้ชอีก 1 คน ติดอยู่ในถ้ำวนอุทยานถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน 2561

โดยรายงานล่าสุดเมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 25 มิ.ย. 61 ยังไม่พบตัวเด็ก แต่ทุกหน่วยงาน ทุกภาคส่วน ยังเปลี่ยนกันค้นหาอย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมทุกด้านสำหรับความปลอดภัยในพื้นที่นั้น

“ทีมข่าวเวิร์คพอยท์” จึงได้นำประวัติของ วนอุทยานถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน มาให้อ่านกันก่อน โดยถ้ำหลวงแห่งนี้อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยนางนอน มีเนื้อที่ประมาณ 5,000 ไร่ กรมป่าไม้ได้ประกาศจัดตั้งเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2529 ครอบคลุมหัวดอยนางนอน ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดอยนางนอน ท้องที่รับผิดชอบของ ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย มีพื้นที่สำหรับบริการนักท่องเที่ยวอยู่ 2 แห่ง คือ

1 บริเวณวนอุทยานถ้ำหลวง มีเนื้อที่ 12 ไร่ ตั้งอยู่ท้องที่บ้านน้ำจำ ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย เป็นที่ตั้งสำนักงาน

2 บริเวณขุนน้ำนางนอน มีเนื้อที่ 8 ไร่ ตั้งอยู่ท้องที่บ้านจ้อง ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย

โดยลักษณะภายนอกของ วนอุทยานถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน นั้น จะเห็นเป็นทิวเขาคล้ายรูปผู้หญิงสยายผม นอนทอดกายยาวขนานไปกับถนนในเขต อ.แม่จัน และ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระธาตุดอยตุง โดยจะเห็นคล้ายมือขวา ส่วนหัว หน้าอก และลำตัวอย่างชัดเจน คนในพื้นที่จะเรียกกันว่า “ดอยนางนอน” มีจุดสูงสุดคือ “ผาช้างมูบ” ซึ่งมีความสูงจากน้ำทะเลประมาณ 830 เมตร

ส่วนสภาพถ้ำมีปากถ้ำที่สูง โถงถ้ำแรกที่เปิดกว้าง ระดับพื้นดินต่ำกว่าปากถ้ำเป็นร่องทางน้ำที่ไหลออกจากถ้ำ โดยมีร่องน้ำผ่านระหว่างโถงที่ 1 และทางขวามือของร่องน้ำจะเป็นโนนดินที่สูงขึ้น มีร่องรอยหลุมยุบ และเป็นโถงที่ 2 ต่อจากโถงที่ 1 มีร่องรอยหินถล่มด้านซ้ายมือ สิ้นสุดบันไดจากบริเวณปากถ้ำ เป็นทางเดินดินสั้นๆ ต่อจากนั้นเป็นขั้นบันไดที่เทด้วยปูนซิเมนต์จำนวน 5 – 6 ขั้น ยกระดับขึ้นทอดเข้าสู่ความยาวของตัวถ้ำ

สำหรับภายในถ้ำนั้นถือว่ามีความงดงามที่รอคอยนักท่องเที่ยวให้ไปเที่ยวชมอยู่ เนื่องจากเป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ มีความยาวกว่า 7 กิโลเมตร เชื่อกันว่ามีความยาวมากที่สุดในประเทศไทย มีน้ำซับตลอดทั้งปี อีกทั้งภายในถ้ำมีห้องโถงกว้างใหญ่ สลับเส้นทางเดินที่ล้อมรอบไปด้วยหินเกล็ดสะท้อนแสง หินงอก หินย้อย และถ้ำลอดที่สวยงาม รวมทั้งมีค้างคาว ที่นี่จึงถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมและสำคัญแห่งหนึ่งของ อ.แม่สาย ที่นักท่องเที่ยวมักเข้าชมความงามภายในถ้ำต่อเนื่องตลอดแทบทั้งปี แต่ไม่มีบ้านพัก หากนักท่องเที่ยวต้องการพักค้างแรมบริเวณอุทยานฯ สามารถนำเต็นท์เข้ามาพักค้างแรมได้ ทางอุทยานฯ มีห้องน้ำและเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้

ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวจะเป็นชาวต่างชาติมากกว่าคนไทย เนื่องจากภายในถ้ำค่อนข้างเปียกชื้น และทางวนอุทยานฯ ไม่ได้มีการติดตั้งแสงไฟส่องสว่าง นักท่องเที่ยวต้องยืมหรือเช่าไฟฉายจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว รวมทั้งถ้ำหลวงอาจไม่ใช่ลักษณะถ้ำที่เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวไทย แต่อาจมีความเหมาะสมในเชิงการศึกษาวิจัย ดังนั้น ป้ายแสดงเส้นทาง หรือบอกรายละเอียดภายในถ้ำจึงมีบ้าง แต่ค่อนข้างชำรุด นอกจากนี้ ทางวนอุทยานฯ ได้รวบรวมสถิตินักท่องเที่ยวเป็นจำนวนรวม ไม่ได้แยกว่านักท่องเที่ยวมาที่ถ้ำหลวง หรือไปที่ขุนน้ำนางนอน จึงคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะมาที่ถ้ำหลวง จะมาในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน

แต่ยกเว้นช่วง “ฤดูฝน” ที่เจ้าหน้าที่จะปิดการเข้าเยี่ยมชมในส่วนของ “ถ้ำ” เนื่องจากจะมี “น้ำท่วมภายในถ้ำ” ซึ่งปริมาณน้ำในถ้ำจะเพิ่มระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเทือกเขานางนอนมีภูเขาสูงสลับซับซ้อนเป็นจำนวนมาก ทำให้ระดับน้ำในถ้ำที่อยู่ต่ำกว่า มีน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บางจุดท่วมสูงถึง 8 – 10 เมตร ทำให้ทางเดินถูกตัดขาด และน้ำไหลเชี่ยวกราก เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องปิดการเยี่ยมชม โดยเฉพาะถ้ำหลวงและถ้ำทรายทอง ซึ่งตั้งอยู่ภายในวนอุทยานถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน รวม 2 แห่ง โดยทางเจ้าหน้าที่จะรอจนกว่าระดับน้ำภายในถ้ำแห้งสนิท จึงจะเปิดการเยี่ยมชมต่อไป

สำหรับการเดินทางไปเที่ยวที่ วนอุทยานถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน จากสนามบินเชียงราย หากเดินทางด้วยรถยนต์จะใช้เวลาเดินทางต่อไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมง โดยขับรถจากถนนสายหลัก เส้นทางเข้าก่อนถึงด่านพรมแดนแม่สาย ประมาณ 3 กิโลเมตร ตามถนนพหลโยธินหมายเลข 1 ขาขึ้น จะมีป้ายบอกตามเส้นทางลาดยางไปถึงวนอุทยานฯ

อย่างไรก็ดีทาง page look
ก็ขอให้น้องน้องทุกคนปลอดภัยให้กำลังใจทีมงานตามหาทุกท่านนะครับ

ขอบคุณที่มา workpointnews.com

Load More Related Articles
Load More By Update
Load More In ทั่วไป