ยิ่งคุณปล่อย “สิ่งที่ไม่ใช่ของคุณ” ไปเร็วเท่าไหร่ คุณจะเจอ “สิ่งที่คู่ควร” เร็วเท่านั้น

1. เวลาที่ ‘คาดหวัง’ น้อยที่สุด

คุณจะเจอ ‘คนที่ใช่ที่สุด’

2. คุณจะรู้สึกดีมาก ถ้าทำให้ใครบางคน ‘มีความสุข’ ได้

เพียงแค่คุณ ‘เป็นตัวของตัวเอง’

3. ‘รักแท้’ คือคนสองคนที่ไม่ ‘เพอร์เฟคต์’

ไม่ยอม ‘ล้มเลิก’ ความพยายามที่จะ ‘ปรับตัว’เข้าหากัน

4. อย่าให้ใครบางคนสำคัญเป็น ‘อันดับหนึ่ง’

ถ้าคุณเป็นแค่ ‘ตัวเลือก’ ของเขา

5. ‘ผู้ให้’ ต้องรู้จัก ‘พอ’ เพราะ

‘ผู้รับ’ ที่เห็นแก่ตัวย่อมไม่รู้จัก ‘พอ’

6. เมื่อสูญเสีย ‘ความรัก’ ไปอย่าคิดว่าบางสิ่ง‘จบลง’

ให้คิดว่าบางสิ่งกำลังจะ ‘เริ่มต้น’

7. ‘ความรัก’ จะเข้ามาหาคุณเมื่อคุณเลิกโฟกัสที่‘คนอื่น’

และเริ่ม ‘รักตัวเอง’

8. อย่า ‘ตัดสิน’ ใครบางคนเร็วเกินไป

เพราะ ‘เวลา’ จะให้คำตอบ

9. ใครบางคนบนโลกนี้ กำลัง ‘รอคอย’ และ

‘ต้องการ’ คุณในแบบที่คุณ ‘เป็น’

10. ยิ่งคุณปล่อย ‘สิ่งที่ไม่ใช่ของคุณ’ ไปเร็วเท่าไหร่

คุณจะเจอ ‘สิ่งที่คู่ควร’ เร็วเท่านั้น

ไม่อยากให้ใจพัง อย่าไปจริงจัง กับคนที่ไม่จริงใจ กับ 7 สัญญาณของคนที่รักคุณแบบหลอกๆ

คุณเคยไหม? เมื่อคุณพบหน้าหรือเจอะเจอเขาครั้งแรก แล้วคุณรู้สึกว่า “ผู้หญิงคนนี้แหละใช่เลย” หรือ “ผู้ชายคนนี้แหละใช่เลย” หรือไม่ก็ คุณรู้สึกไม่เคยประทับใจใครเท่าคนนี้มาก่อนๆ

ช้าก่อน…ใจเย็น ๆ ค่ะ จริงอยู่ที่ความรักในช่วงต้นนั้น มันหวานหอม แม้ก่อนหน้านี้คุณก็เคยพบเจอผู้ชายที่หน้าตาดี หรือผู้หญิงสวยๆ มาตั้งมากมาย แต่ความรู้สึกประทับใจ ชอบใจ หลงรัก หลงใหลและอื่นๆ สุดที่จะบรรยายไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย ความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นเพียงแค่คุณเห็น ได้ยินได้ฟังเขาพูด หรืออบอุ่นใจเมื่ออยู่ใกล้ ทั้งๆ ที่คุณก็เพิ่งรู้จัก เพิ่งเห็นเขาครั้งนี้เป็นครั้งแรกเอง นี่แหละเขาเรียกว่า “ความรักแรกพบ” กำลังมาประสบกับหัวใจของคุณแล้วล่ะ

แต่ความรักแรกพบแค่นี้มันไม่เพียงพอ เพราะเราจะต้องตรวจสอบความสัมพันธ์ในช่วงต้นกันก่อน ว่าเขาจริงใจกับเราหรือไม่ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นน้ำผึ้งขมไปซะกับ วิธีเช็ค 7 สัญญาณอันตราย ของคนที่รักคุณแบบหลอกๆ (เพราะ คุณอาจกำลังเจอคนรัก สาย “ไม่จริงจัง” อยู่ก็ได้)

1. หวงข้อมูลส่วนตัว

ไม่ค่อยพูดเรื่องของตัวเอง ไม่อยากให้รู้ว่าอาศัยที่ไหน ไม่รับแอดเฟซบุ๊ก หวงมือถือมากกกก หรือหนักๆ หน่อยก็ไม่บอกเบอร์มือถือด้วยซ้ำ อ้างว่าคุยแค่ในไลน์ก็ได้ จะได้ประหยัดเงิน เหมือนจะดีใช่มั้ย แต่ขอบอกว่า คนแบบนี้แหละอันตรายสุดๆ! เพราะที่เขาหวงข้อมูลส่วนตัวมากขนาดนี้ อาจเพื่อไม่ให้เรา ตามตัวเจอ จะได้ชิ่งง่ายๆ สบายตัวยังไงล่ะ

2. ไม่พาเราเข้าสังคมของเขา

ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน มันก็ใช่ค่ะ ตอนอยู่ด้วยกันก็หวาน แต่ทำไมนะ เค้าถึงไม่เคยพาเราออกงาน ออกไปพบปะประชาชนคนกันเองฝั่งเค้าบ้าง ทั้งพ่อแม่ ญาติ พี่น้อง หรือแก๊งเพื่อน ขอบอกเลยว่า แบบนี้มันผิดสังเกตค่ะ! คนที่ไม่คิดจะพาเราไปแนะนำให้สังคมของเค้าได้รู้จักเนี่ย อาจหมายความว่าเราไม่สำคัญพอ หรือไม่อยากให้ใครรับรู้ความสัมพันธ์นี้ เพราะเขาตั้งใจจะทิ้งเราอยู่แล้วก็ได้ไม่อย่างนั้น ก็อาจเพราะเค้ามีความสัมพันธ์แบบนี้กับอีกหลายคน รถไฟจะได้ไม่ชนกัน สับรางหนีได้ทัน

3. ไม่เคยว่างเพื่อเรา แต่สำหรับเขา เราต้องว่าง

เคยเจอไหมคะ คนที่เราชวนไปไหน ทำอะไร ไม่เคยจะว่าง อ้างติดนู่นติดนี่เป็นประจำ ก็งานมันยุ่ง การบ้านยังไม่เสร็จ นายเรียก แถมตื๊อหนักๆ เข้า เอ๊า!!! ทำอารมณ์เสียใส่อีกต่างหาก ในทางกลับกัน ถ้าเขาอยากได้เวลาจากเราเมื่อไหร่ เขาจะต้องเอาให้ได้ ถ้าเราไม่มีเวลาให้เขาล่ะก็งอนเลย บางคนอาจแอบปลื้มที่เขางอนเรา แต่จริงๆ ขอบอกเลยว่าเขาแค่เห็นแก่ตัวค่ะ คนแบบนี้มองแค่ความต้องการของตัวเอง และมีความเสี่ยงสูงมากที่เมื่อเขาได้ทุกอย่างที่เขาต้องการแล้วก็จะชิ่งเราไป!

4. ชอบแตะเนื้อต้องตัว

ในกรณีนี้ ขอกล่าวถึงผู้ชายนะคะ ไม่แปลกค่ะ ถ้าคนเป็นแฟนกัน จะจับมือกันบ้าง แต่มันต้องมีลิมิตกันบ้าง ไม่ใช่ว่าจะแตะต้องกันได้ทุกสัดส่วน โดยเฉพาะในโซนอันตราย ส่วนใหญ่ถ้าเริ่มจากเบาๆ ก็จับมือ จับผม หนักเข้าก็เริ่มลามไปไกล ระวังให้ดีค่ะ อย่างการลูบบริเวณต้นขา หรือจับใกล้ๆ หน้าอก จนอดสะดุ้งไม่ได้ บางคนก็เคยโดน นั่นแหละค่ะ สัญญาณอันตรายได้เริ่มขึ้นแล้ว เพราะบางครั้งผู้ชายก็แสดงออกว่าตัวเองต้องการอะไรผ่านวิธีสัมผัสแบบนี้แหละ และยิ่งถ้าทำบ่อยๆ จนเข้าข่ายฉวยโอกาสแล้วล่ะก็ เตรียมคิดหนักได้เลยค่ะ ผู้ชายประเภทนี้ไม่น่าไว้ใจแน่นอน

5. ใช้คำว่ารัก แลกกับทุกอย่าง

คนรักกันบอกรักกันบ่อยๆ ก็ดีค่ะ แต่ต้องสังเกตด้วยนะคะ ว่าในคำบอกรักนั้นเขาหวังผลอะไรรึเปล่า เพราะอย่าลืมว่าคำว่ารักมันก็แค่ลมผ่านปาก ใครจะพูดก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือการกระทำที่เขาทำต่อเราต่างหาก อย่างถ้าเจอผู้ชายที่เอาคำว่ารักมากดดันให้เรามีอะไรกับเขา ทำไมไม่ยอม เพราะเราไม่รักเขาอย่างนั้นหรือ แบบนี้ให้รีบถอยห่างเร็วๆ เลยค่ะ ไม่ใช่ว่ารักแล้วจะต้องยอมทุกอย่างนะคะสาวๆ

เพราะถ้าใครที่รักเราจริง เขาจะไม่มีทางเอาความต้องการของเขามาบีบบังคับเรา แต่เขาจะรอให้เราพร้อม และค่อยๆ เติบโตไปด้วยกัน ส่วนคนที่รอไม่ได้ ให้แอบฟันธงในใจได้เลยว่าเป็นเพราะเขาตั้งใจจะอยู่กับเราไม่นานค่ะ ส่วนคุณผู้ชายบางคน อาจเจอแม่ไม้เด็ดของสาว ๆ บางคน “ตัวเองไม่รักเค้าแล้วหรอ…” แล้วขอนู่น ขอนี่ สารพัด ขอซื้อของแพง ๆ โดยให้คุณเป็นคนจ่าย ขอไปเที่ยวกับเพื่อนชายคนอื่น พอคุณเริ่มหวง ก็บอกว่า “รักเค้ารึเปล่า” แบบนี้ก็ไม่น่าไว้ใจอีกเช่นกัน

6. ขี้หงุดหงิด อารมณ์เสียใส่เราได้ตลอด

ข้อนี้สำหรับคนที่คบๆ ไปสักพัก แล้วเอ๊ะ! ทำไมนะ เขาทำดีกับคนอื่นได้ แต่อารมณ์เสียใส่เมื่ออยู่กับเรา ทำอะไรก็ขัดใจไปหมด นี่แหละค่ะ ถือว่าเป็นสัญญาณอันตรายมากแล้ว ในเมื่อเขาแสดงออกขนาดนี้ว่าเขาอยู่กับเราแล้วเขาไม่มีความสุข แล้วเขายังอยู่กับเราต่อเพราะอะไรล่ะ คิดว่าเพราะเขารักเรา หรือเขาหวังอย่างอื่นจากเรา ลองคิดดูดีๆ นะ บางคนโดนหนัก โดนตวาดใส่เราบ้างล่ะ เอะอะก็ว่าเราบ้างล่ะ บางครั้งทำร้าย ทุบตี ขู่และจะประจานในโลกโซเชียล อารมณ์เสียใส่เราได้ตลอด แล้วเราต้องมานั่งเสียใจทุกครั้ง แบบนี้ไม่ดีแน่ๆ

7. เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อได้สิ่งที่ต้องการ

ข้อนี้สำหรับคนที่คบกันลึกซึ้ง จากที่เคยเช้าถึง เย็นถึง ทำอะไรอยู่ที่ไหนกับใคร เป็นต้องรายงานตัวตลอด กลับกลายมาเป็นมนุษย์ล่องหน หาตัวตนไม่เจอ เงียบหายไปซะอย่างนั้น จากเคยไปรับไปส่ง ยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม ก็กลายเป็นไม่สนใจ เดินกลับในซอยเปลี่ยวก็เรื่องของเธอ กลับบ้านเองได้นี่นา ปล่อยให้นั่งแท็กซี่กลับดึก ๆ คนเดียว โดยไม่คิดจะถามไถ่ถึงความปลอดภัย โอ๊ย! แบบนี้เปิดไซเรนตือนภัยได้เลยค่ะ สึนามิลูกโตมันกำลังถาโถมมาแล้ว คุณผู้อ่านลองเช็กดีๆ นะคะ ถ้าคนที่เรากำลังดูใจกันอยู่เข้าข่ายเกินกว่า 4 ข้อ คงต้องรีบพิจารณาความสัมพันธ์กันใหม่แล้วค่ะ

อย่ายอมให้ความรักบังตา จนมองข้ามความเป็นจริง รักกันมันไม่ผิด แต่อย่าลืมคิดก่อนจะทำอะไรทุกครั้งด้วย ที่สำคัญ! เน้นย้ำสำหรับสาวๆ เองต้องรู้จักวางตัวให้ดี ปรบมือข้างเดียวมันไม่ดัง ถ้าไม่อยากแฟนทิ้ง ก็ต้องดึงสติกันหน่อยค่ะ

สำหรับในทางพุทธศาสนา ได้กล่าวถึงสาเหตุของความรักโดยทั่วไป โดยเราจะพิจารณาจากพุทธพจน์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

“ความรักนั้นเกิดด้วยสาเหตุ 2 ประการ คือ ด้วยการอยู่ร่วมกันในชาติปางก่อน

ด้วยการเกื้อกูลกันและกันในปัจจุบัน เหมือนดอกอุบลเกิดในน้ำ” (ขุ. ชา. (ไทย) 27 / 174 / 111.)

จากพุทธพจน์บทนี้ เราจะมาพิจารณาสาเหตุข้อแรกเป็นพิเศษ คือ การเคยอยู่ร่วมกันในชาติปางก่อน หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม “ปุพเพสันนิวาส” นั่นเอง หรือบางคนอาจจะเรียกว่า “ฟ้าลิขิต” หรือ “พรหมลิขิต” ก็ตาม หรือสำนวนที่คนไทยมักจะพูดเสมอๆ คือ “ทำบุญร่วมชาติ ตักบาตรร่วมขัน” นี่แหละที่แสดงถึงบุพเพสันนิวาส แล้วบุพเพสันนิวาสที่มีอำนาจทำให้เกิดรักแรกพบนั้น คือ บุพเพสันนิวาสแบบไหน

เนื่องจากบุพเพสันนิวาสมีหลายแบบ บางคนเมื่อพบเจอในชาตินี้เพียงแค่รู้สึกดีด้วย รู้สึกผูกพัน รู้สึกเลื่อมใสเคารพ รู้สึกน่าเกรงขาม รู้สึกเกลียด เป็นต้น แต่จะให้เป็นรู้สึกรัก ประทับใจ อยากใช้ชีวิตคู่ ครองคู่กันได้นั้นกลับไม่มี จะเห็นว่า บางคนจึงเป็นได้แค่ญาติ บางคนจึงเป็นได้แค่เพื่อน บางคนจึงเป็นได้แค่เพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนตาย แต่จะให้เป็นคนรักกลับเป็นไม่ได้

บุพเพสันนิวาสที่จะทำให้เกิดรักแรกพบ มีดังนี้

ประการที่หนึ่ง เคยเกิดเป็นคนรัก หรือเป็นสามีภรรยากันในอดีตชาติเท่านั้น หากบุคคลเคยเกิดอยู่ร่วมกันในแบบอื่น เช่น พ่อแม่ บุตรธิดา บริวาร ลูกน้อง หรือเจ้านาย เป็นต้น ผลของการเคยอยู่ร่วมกันนี้ทำให้เพียงรู้สึกดีๆ เลื่อมใส อบอุ่นใจ คุ้นเคย สนิทสนม เป็นต้น เท่านั้นในยามที่แรกพบเห็น น่าแปลกไหมคะ สำหรับคนบางคนเรารู้สึกดีด้วยตั้งแต่แรกเห็น ในขณะที่คนบางคนเรากลับรู้สึกไม่ดี หรือเฉยๆ

แม้ว่าเขาจะดูสะดุดตาอย่างไรก็ตาม แต่ความรู้สึกนี้ก็ไม่สามารถทำให้เราเกิดอาการที่เรียกว่า “ปิ๊งรักแรกพบ” ได้ มีแต่คนที่เคยอยู่ร่วมกันเป็นสามีภรรยา หรือเคยรักกันเท่านั้น ที่จะทำให้เกิดรักแรกพบได้ จะเห็นได้จากกรณีของเจ้าชายสิทธัตถะในคราวที่พระราชบิดาสุทโธทนะจัดพิธีเลือกคู่นั้น ได้มีเจ้าหญิงที่มีรูปร่างหน้าตาสวยสดงดงามอย่างมากมายมาให้พระองค์เลือก

แต่พระองค์กลับไม่เลือกใครเลย จนกระทั่งได้ประสบพบพระเนตรของเจ้าหญิงพิมพา ด้วยอำนาจบุพเพสันนิวาสในอดดีตชาติที่เคยเกิดครองคู่เป็นสามีภรรยากันมาดลบันดาลให้รักแรกพบเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด คนสมัยใหม่อาจเรียกว่า “รักอย่างไม่มีเหตุผล” แต่สำหรับพระพุทธศาสนาถือว่าเป็น “รักแรกที่มีเหตุผลมาจากบุพเพสันนิวาส” นั่นเอง

อีกกรณีหนึ่งในอรรถกถาธรรมบทเรื่องของโฆสกเศรษฐี เมื่อเศรษฐีผู้เป็นพ่อเลี้ยงส่งนายโฆสกะให้นำจดหมายไปให้เพื่อนที่เป็นหัวหน้าในอีกหมู่บ้านหนึ่ง เพื่อให้ฆ่าโฆสกะทิ้งเสีย โดยกำชับในจดหมายว่าไปถึงตอนไหนให้จัดการฆ่าตอนนั้นทันที

เมื่อโฆสกะไปถึงหมู่บ้านนั้น ขณะที่นางทาสีบอกต่อลูกสาวนายบ้านว่า ตนเองมารับใช้สายเพราะต้องไปจัดเตรียมห้องให้ลูกชายเศรษฐีชื่อ โฆสกะเท่านั้น แต่ความรักก็ยังอาละวาด

แม้ลูกสาวนายบ้านยังไม่เคยเห็นหน้า เพียงแค่ได้ยินชื่อ ในคัมภีร์อธิบายถึงอาการของความรักแรกพบว่า “เพราะได้ฟังชื่อว่า โฆสกะ ผู้บุตรเศรษฐีนั้น ความรักเชือดเฉือนผิวหนังเป็นต้น จดถึงเยื่อในกระดูก ได้เกิดขึ้นกับลูกสาวนายบ้านนั้นแล้ว” (ขุ.ธ.อ. (ไทย) 40/244-255)

นี่แหละความรักแรกพบละ บางคนอาจเกิดอาการต่างๆกัน เช่น ปากอ้า ตาค้าง เป็นต้น สุดประทับใจ สุดตื้นตัน สุดรัก สุดคิดถึง กินไม่ได้นอนไม่หลับ หรือเพียงแค่หลับตา ใบหน้าของเธอก็ปรากฏให้เห็นแล้ว เป็นต้น อาการเช่นนี้เรียกว่า “รักปักใจ”

ประการที่สอง มีคุณธรรมเสมอกัน

การที่คนบางคนแม้จะเคยเกิดเป็นคู่รัก เคยเป็นสามีภรรยากันมาในอดีตชาติก็ตาม แต่ถ้าหากในชาตินั้นๆ มีคุณธรรม หรือมีความดีงามไม่เสมอกัน แม้เจอกันในชาตินี้ก็แค่เพียงรู้สึกดีๆเท่านั้น แต่จะกลายเป็นรักแรกพบ ได้ครองคู่เป็นสามีภรรยาย่อมไม่เกิดขึ้น เรียกว่า บุญหรือวาสนาไม่ถึง ในกรณีนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ถ้าสามีและภรรยาทั้ง 2 ฝ่ายหวังที่จะพบกันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ทั้ง 2 ฝ่ายพึงมีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีจาคะเสมอกัน มีปัญญาเสมอกัน สามีและภรรยาทั้ง 2 ฝ่ายหวังย่อมได้พบกันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า” (องฺ.จตุกฺก (ไทย) 21/56/94-95)

จากพุทธพจน์บทนี้จะเห็นว่า ท่านใช้คำว่า “ได้พบ” นั่นก็คือ การที่ผู้ที่เคยเป็นสามีภรรยากันในอดีตชาติมีคุณธรรมเสมอกันจะทำให้เป็นปุพเพสันนิวาสได้พบกันการพบกันจึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก เพราะหากมีคุณธรรมต่างกันก็จะไม่มีโอกาสได้พบกัน เช่น คนหนึ่งไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน อีกคนไปเกิดเป็นมนุษย์ หรือคนหนึ่งไปเกิดในนรก แต่อีกคนไปเกิดในสวรรค์ เป็นต้น หรือหากเกิดเป็นมนุษย์ด้วยกัน คนหนึ่งอาจเกิดเป็นคนจน อีกคนอาจเกิดเป็นคนรวย ซึ่งแตกต่างกันมากจน ไม่มีโอกาสได้พบกัน เมื่อแค่พบยังไม่มีโอกาสได้เกิดขึ้นแล้ว ความรักก็เกิดขึ้นไม่ได้เช่นเดียวกัน

แต่สำหรับคนที่มีคุณธรรมทั้ง 4 ที่เรียกว่า “สมชีวิธรรม” แล้ว ย่อมมีโอกาสได้พบกัน ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลแค่ไหนก็ตาม ต่างชนชนแค่ไหนก็ตาม ด้วยอำนาจปุพเพสันนิวาสก็จะทำให้ได้พบกัน และที่สำคัญพบกันอย่างเดียวยังไม่พอจะก่อให้เกิดความรักและความประทับใจที่ลึกซึ้งจนถึงเยื่อในกระดูกเลยทีเดียว เรียกว่า “มีรักติดตรึงฝังใจในเมื่อแรกพบ” มีตัวอย่างจากพระนางพิมพาผู้เป็นมเหสีของเจ้าชายสิทธัตถะ จะเห็นว่าเมื่อเจ้าชายไปเกิดเป็นอะไร พระนางจะไปเกิดเป็นคู่ผัวเมียเสมอๆ แม้เมื่อเกิดในชาติสุดท้ายเป็นคนและได้เป็นพระชายาของเจ้าชาย เมื่อเจ้าชายออกบวชและได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระนางประทับอยู่ในวังทราบว่า พระพุทธเจ้าดำเนินด้วยพระบาทเปล่า พระนางก็ทำตาม พระพุทธเจ้าทรงผ้ากาสายะ (ผ้าย้อมด้วยน้ำฝาด) แบบนักบวชสมัยนั้น พระนางก็ทำตาม พระพุทธเจ้าเสวยภัตตาหาร 2 มื้อ พระนางก็ทำตาม พระพุทธเจ้าบรรทมบนเสื่อผืนเดียว พระนางก็ทำตาม เป็นต้น

นั่นคือ พระพุทธเจ้าปฏิบัติตนเช่นไร มีคุณธรรมเช่นไร พระนางก็ทรงกระทำตาม จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมพระนางจึงเกิดเป็นคู่ชีวิตกับพระมหาบุรุษมาทุกภพทุกชาติ ตรงกันข้าม หากมีคุณธรรมต่างกันก็จะไม่ได้เกิดรักแรกพบ และการเป็นคู่ชีวิตสามีภรรยากันก็ไม่เกิดขึ้น ดังปรากฏในอรรถกถาชาดกเรื่อง ฉัททันตชาดก ว่าด้วยพญาช้างฉัททันต์ ซึ่งมีเหตุการณ์ต้นเรื่องกล่าวว่า ขณะที่พระพุทธเจ้ากำลังแสดงพระธรรมเทศนาให้พุทธบริษัทฟังอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีภิกษุณีสาวรูปหนึ่งหัวเราะเสียงดัง เพราะระลึกชาติได้ว่า ตนเองเคยเกิดเป็นภรรยาของพระพุทธเจ้าในอดีตชาติ แต่สักพักก็ร้องให้ออกมาเพราะระลึกได้ว่า ตนเองอิจฉาภรรยาอีกคนจึงคิดฆ่าพระพุทธเจ้าในอดีตชาตินั้น (ดูเพิ่มเติมใน ขุ.ชา.อ. (ไทย) 61/370–408.) ทำให้ในชาติภพต่อๆไปไม่มีปุพเพสันนิวาสได้เกิดเป็นสามีภรรยากับพระพุทธเจ้าอีกเลย

ประการที่สาม เคยอธิษฐานขอให้ได้เกิดเป็นเนื้อคู่ คู่ครอง หรือสามีภรรยากันในชาติต่อๆ ไปในชาติปางก่อน

ข้อนี้ก็สำคัญไม่น้อย เพราะบางคนแม้จะมีคุณธรรมไม่เสมอกัน ไม่เท่าเทียมกันก็ตาม แต่เมื่อได้ทำบุญมีจิตใจตั้งมั่นอธิษฐานขอให้เกิดเป็นคู่ชีวิต เป็นสามีภรรยากันในชาติต่อไป แม้จะเกิดในชนชั้นที่แตกต่างกัน เชื้อชาติศาสนาต่างกัน อยู่คนละมุมโลก หรือแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน หรือฟ้ากับเหวเพียงใดก็ตาม ด้วยอำนาจปุพเพสันนิวาสจะชักนำให้เจอกันจนได้ และความรักแรกพบก็จะเข้ามาเคาะประตูหัวใจของคนทั้งสองให้เกิดความรู้สึกรักผูกพันกันอย่างลึกซึ้งได้ มีกรณีตัวอย่างที่เข้ากับประเด็นนี้อยู่เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของพระนางมัลลิกา พระชายาของพระเจ้าปเสนทิโกศล เนื่องจากพระนางได้มีอะไรกับแพะ เหตุที่พระนางต้องมีอะไรกับแพะ หรืออยากมีอะไรกับแพะนั้น เป็นเพราะในอดีตชาติเคยอธิษฐานกับสามีว่าขอเกิดเป็นสามีภรรยากันทุกภพทุกชาติ หลังจากชาตินั้นปรากฏว่าไม่เคยเกิดเป็นคนร่วมชาติกันเลย (คุณธรรมยังไม่เสมอกัน หรือใกล้เคียงกัน) แต่ในชาติที่เกิดร่วมกับพระพุทธเจ้าของเรา พระนางมาเกิดเป็นพระชายามัลลิกา ส่วนสามีเกิดเป็นแพะ ด้วยปุพเพสันนิวาสที่ได้เคยอยู่ร่วมกันเป็นสามีภรรยาและได้อธิษฐานร่วมกันมา ทำให้พระนางต้องมีอะไรกับแพะอดีตสามีของตน เรื่องก็มีมาคร่าวๆ เท่านี้ ส่วนการอธิษฐานในเรื่องอื่นๆ นั้น ปรากฏว่า ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าของเรา หรือพระสาวกในสมัยพุทธกาล ล้วนสำเร็จมาด้วยคำอธิษฐานทั้งสิ้น เช่น พระมหาโมคคัลลานะและพระสารีบุตร อธิษฐานขอเป็นอัครสาวก หรือพระอัญญาโกญฑัญญะอธิษฐานของเป็นปฐมสาวก เป็นต้น ดังนั้น แรงอธิษฐานย่อมสำคัญไม่น้อยต่อการเกิดรักแรกพบ

ประการที่ 4 การได้ทำบุญร่วมกัน

การได้เคยทำบุญร่วมกันนี้ไม่ว่าจะเป็นทำบุญโดยอธิษฐานขอเป็นคู่ชีวิตกัน หรือไม่ขอเป็นคู่ชีวิตกันก็ตาม แต่หากมีการอธิษฐาน จะทำให้คนสองคนไม่คลาดแคล้วกัน แต่ถ้าไม่มีคำอธิษฐานนำ ก็จะทำให้เกิดร่วมกันและรักกันยากสักหน่อย เพราะทั้งสองคนจะต้องมีคุณธรรมเสมอกัน หากคนใดคนหนึ่งทำบาปหรือมีบาปมากหน่อยโอกาสที่จะเกิดมาเจอกัน และเกิดรักแรกพบก็เป็นไปโดยยาก มีกรณีตัวอย่างของพระอินทร์ หรือท้าวสักกะ ซึ่งก่อนที่จะไปเกิดเป็นพระอินทร์นั้นเป็นมานพคนหนึ่งชื่อ มฆะมานพ มีภรรยา 4 คน มานพคนนี้กับภรรยาอีก 3 คนทำบุญร่วมกัน ส่วนภรรยาคนสุดท้ายคิดว่าตนเองเป็นภรรยา เมื่อสามีทำบุญตนย่อมได้บุญด้วย จึงไม่ยอมทำบุญ มัวแต่แต่งกายสวยๆให้สามีชม ปรากฏว่า เมื่อทุกคนละจากโลกนั้นไปแล้ว มานพกับภรรยา 3 คนไปเกิดเป็นเทวดาชั้นดาวดึงส์ร่วมกัน ส่วนภรรยาอีกคนไปเกิดเป็นนกกระยาง ด้วยผลของการไม่ยอมทำบุญร่วมกับสามีและภรรยาคนอื่น ๆ จะเห็นได้ว่า ในสังคมไทยปัจจุบัน งานแต่งงานมักจะจัดให้เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวทำบุญร่วมกัน หรือหนุ่มสาวบางคนที่อยากเป็นสามีภรรยากันก็มักจะชวนกันไปทำบุญ เรียกว่า “ทำบุญร่วมชาติ ตักบาตรร่วมขัน” ต่อไปภายหน้าจะได้เป็นเนื้อคู่กัน ดังนั้น ปัจจัยอย่างใดอย่าง หรือมากกว่าสองอย่าง หรือทั้งหมดนี้ จึงถือว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนเรามี “รักแรกพบ” ตามหลักพระพุทธศาสนา แล้วคุณล่ะ มีรักแรกพบแบบนี้หรือยัง ถ้ายังไม่มี ไม่แน่ปุพเพสันนิวาสของคุณอาจจะยังมาไม่ถึงก็ได้ค่ะ

cr.  เฌอมาณย์ รัตนพงศ์ตระกูล , คิดเป็น , dek-d.com , oknation.nationtv.tv

 

Load More Related Articles
Load More By C
Load More In ข้อคิด