เคล็ดลับทั้ง 5 อย่างนี้จะช่วยให้คุณได้สัมผัส สภาวะสมาธิขั้นสูงได้ภายในชาตินี้

1.ทำการตระหนักรู้จากการตื่นรู้ตัว

นักปฏิบัติทั้งหลายคงคุ้นชิน กับ อาการที่นิยมเรียกกันว่า “ตกภวังค์” เเละทุกคนต่างมองว่ามันคือสภาวะที่ไม่น่าปราถนา เเต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่พ้นจาก

สภาวะนี้เสียที โดยอาการของการตกภวังค์ ” จะมีอาการเคลิ้มๆ ซึมๆเซาๆ คิดอะไรไม่กว้าง หรือรู้เเค่ว่ามีความคิดอะไรสักอย่างวิ่งอยู่ภายใน ” เเต่จุดสำคัญ

คืออาการที่รู้ตัวหลังจากตื่นตัว ตื่นรู้ ว่าตัวเองกำลังตกภวังค์ เป็นตัวสติ ตัวสติลักษณะนี้จะสังเกตุได้ง่าย(ให้ตั้งใจ ทำไว้ในใจว่าเราจะพิจารณา)สำหรับบางคนจะ

เกิดลักษณะอาการรวมความรู้สึกตัวในที่บริเวณใด บริเวณหนึ่งของร่ายกาย เช่นความรู้สึกชัดเจนที่ใบหน้า หรือ ทั่วทั้งตัว ให้ท่านผู้ปฏิบัติทำการศึกษา ด้วยว่าจิต

ที่เด่นชัด อยู่ภายในหรือภายนอกร่างกาย ให้ศึกษา อาการนี้บ่อยๆ หากมีความรู้ความเข้าใจจะเกิดปัญญาการสั่งสมทางจิต ทำให้สามารถทรงอยู่ในสภาวะได้

นานขึ้น(จากเเต่เดิมเเค่ชั่วอึดใจเดียว) เเละกำหนดวิถีการตื่นรู้ตัวได้ (ในสภาวะภวังค์ผู้ปฏิบัติ อาจจะเกิดอาการจำได้ว่าตัวเองเคยหลับเเล้วฝันอะไรไปบ้าง… ซึ่ง

ในสภาพตอนตื่นเป็นสิ่งที่ได้ลืมไปเเล้ว หรือชุดภาพต่างๆ มีสภาวะกึ่งฝัน)

2.การกักลม เพื่อสังเกตุความรู้สึกตัว

จริงๆเเล้วในทางโยคะ จะว่ากันว่าการกักลมต้องเป็นไปอย่างธรรมชาติ ไม่ใช่อยู่ดีๆจะมากัก.. การกักลมที่ฝืนเเละไม่ถูกวิธีย่อมมีผลเสียตามมา เมื่อท่านผู้ปฏิบัติ

รู้สึกว่า จิตเริ่มมีความสงบจากเดิม ลมหายใจเบามีความเป็นระเบียบมากขึ้นกว่าเดิม.. ให้เริ่มการกักลมที่เป็นธรรมชาติ คือการหายใจตามกระเเสเเห่งจิต หายใจ

อย่างเนิบนาบ ช้าๆเเละอ่อนโยน จังหวะที่หายใจเข้าจะเปรียบเสมือนเทน้ำเข้าสู่กาน้ำอย่างช้าๆ ผู้ปฏิบัติจะเริ่มมีความรู้สึกเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ เเละมันจะมีช่วง

จังหวะหนึ่ง(ปลายลม) ที่พอดีสำหรับการกักลม เเล้วลองสังเกตุการกักลม “อึก” นั้น ให้ดูที่สภาวะจิต ที่เห็นง่ายๆ คือจิตจะมีความรู้สึกตัวเด่นชัดในจุดใดจุดหนึ่ง

หรือ ทั่วร่างกาย ให้ผู้ปฏิบัติศึกษาเเละทำความเข้าใจ ความเเตกต่างในรูปเเบบต่างๆ มาก-น้อย ชัดเจน-มัวพร่า กำลังมาก-น้อย (ให้เป็นคู่ๆ) เพื่อให้เกิดการวิตก

วิจารณ์(เรียนรู้) การผ่อนลมออกนั้น ให้ทำอาการประคอง รักษาสภาวะรู้เด่นชัด เหมือน “กำลังสอดด้ายเข้ารูเข็ม” เเละให้ลมมันเป็นลมตามธรรมชาติสอดคล้อง

กับขณะจิต..คือหายใจออกอย่างเนิบนาบ ช้าเเละสุขุม เมื่อจิตตื่นตัวเต็มรอบ ท่านผู้ปฏิบัติ จะต้องทำการทรงเอาไว้ในสภาวะตื่นเด่นัดนั้น

ให้ได้นานเท่าที่ผู้ปฏิบัติจะสามารถทำได้

(จริงๆเเล้ว การกักลมเป็นสูตรเเผร่หลายในการทำสมาธิ เเต่จะไวหรือช้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเพียรในการศึกษาเเละสังเกตุของผู้ปฏิบัติ

ผู้เขียนรู้สึกว่าได้เคยศึกษาการกักลมสังเกตุจิต จากหนังสือหลวงปู่ เทสก์)

3. ศึกษาอาการขณะหลับ-ตื่น

อาการหลับเเละอาการตื่น ก็เป็นกุญเเจดอกหนึ่งที่ไขกลไกความลับของจิตที่เป็นสมาธิ ครูบาอาจารย์ บางองค์ท่านกล่าวว่า จิตถ้ามันข้ามภวังค์เเล้วสว่าง(ตื่น)

มันก็เป็นสมาธิ เเต่ถ้ามันมืิดก็หลับ หรือบางท่านจะมีการเเนะนำให้ลูกศิษย์ไปสังเกตุว่าเวลาจิตมันหลับมันหลับตอนไหนอย่างไร

กลไกการตื่นรู้ในฝัน (Lucid dream) ที่ผู้กระทำสามารถมีความรู้สึกตัวในฝัน.. เเต่สำหรับเราๆ ให้ลองสังเกตุ ขณะที่จิตก่อนหลับ..

หรือขณะตื่นกำลังจะตื่น (มันจะมีอาการจำเพาะ ให้ผู้ปฏิบัติลองเอาเอง)ถ้าผู้ศึกษาทำความรู้จักอาการเหล่านี้บ่อยๆ ย่อมนำไปประยุกต์ในอาการตื่นรู้ตัวได้

4.ทำความรู้สึกกำหนด รับรู้กาย

ผู้เขียนเคยศึกษากรรมฐานหลวงป่สุก ไก่เถื่อน ท่านกล่าวไว้ว่า ถ้าจิตใจฟุ้งซ่านให้ใช้วิธีรวมสติ ด้วยวิธีการรับรู้กาย เริ่มด้วยการรับรู้บริเวณปลายจมูก

(ถ้ารับรู้เป็นภาพพร้อมความรู้สึกจะช่วยให้ชัดขึ้น) ไล่ความรู้สึกไปจนถึงหน้าผาก – ทำความรู้ต่อไปที่กลางกระหม่อม ลงมาที่ท้ายท้อย ไล่ไปตามกระดูกสันหลัง

หยุดก่อนถึงก้นกบเเล้วทำความรู้ต่อไปที่ลิ้นปี่ (ให้นึกทะลุเป็นเส้นตรงผ่านกลางลำตัวไป) เเล้วไล่ความรู้ไปที่หน้าอก คอหอย บริเวณใบหน้าช้าๆ ไล่ขึ้นไปยัง

กลางกระหม่อม หยุด!! เเล้วใช้ความรู้สึกทะลวงจากกลางกระหม่อม เข้าไปในกาย จะเกิดความรู้สึกกลวงๆ เเล้วสังเกตุความรู้สึกทั้งสรรพางค์กาย ผู้ปฏิบัติจะรับรู้

ถึงจิตที่ตื่นตัวเด่นชัด มีความปลอดโปร่ง ให้ทำซัก 3-4 รอบจะดี หัวใจคือการรู้สึกตัวที่ชัดเจน ( ผู้เขียนจะใช้ความรู้สึก จนเกิดเป็นภาพ)

5.สมาธิระดับสูงจะไม่เกิดขึ้นเอง ถ้าเราไม่ปฏิบัติ

ถึงเเม้คุณจะมีของเก่าบารมีเก่าสั่งสมมานาน เเต่หากจิตไม่รับการฝึกฝนขัดเกลา เเละเอาตัวไปอยู่ในสภาพเเวดล้อมที่ไม่สัปปายะ คุณมีสิทธิ์ที่จะร่วงลงสู่ที่ต่ำ

“นั่นเเหละ” ที่ว่า ทำไม พระพุทธเจ้าท่านให้ อะเสวนา จะพาลานัง อยู่ในมงคลข้อเเรก เพราะคำพูดการเเนะนำจากคนๆหนึ่ง มีผลต่อชีวิตเรา ผู้เขียนไม่ได้เป็น

อาจารย์ เเต่ก็ปฏิบัติในทุกๆรูปเเบบ เคร่งครัด เเละ ละเลย ยึดติด..ปล่อยว่า เพ่ง..ตามรู้ อาจจะไม่ใช่เป็นกัลยาณมิตรที่สมบูรณ์เเบบ เเต่ก็จะพยายามทำเพื่อให้

ท่านผู้ปฏิบัติเกิดกำลังใจ เห็นคุณประโยชน์ ในการปฏิบัติ หากท่านปฏิบัติจนเข้าถึงสภาวะธรรม เเละจำเเนกธรรมเป็น ผู้เขียนคิดว่า เเค่ท่านกลับไปอ่านในพระ

ไตรปิฎกฉบับภาษาไทย ก็น่าจะเกินพอ..

(เเละที่สำคัญ คือผู้ที่กระจ่างในสภาวะจะพูดเป็นเสียงกันว่า อยู่ในโลกเเบบบัวไม่ซ้ำน้ำไม่ขุ่น (สัตบุรุษ)คืออยู่กับโลกเป็น ไม่ได้ไปขวางกระเเสโลก เเต่ก็ต่าง

จากคนที่ไม่ได้ปฏิบัติคือ มีความเข้าใจจิตภายใน มีการเรียนรู้ภายในอย่างต่อเนื่องด้วยตัวมันเอง จะเรียกว่าการสั่งสมประสบการณ์ทางจิตก็เป็นได้ อาจารย์ของผู้

เขียน(พระ) เคยพูดไว้ว่าถ้ามันสั่งสมของมันเต็มรอบ วันดีคืนดีเหตุปัจจัยมันพร้อม มันก็เเจ้งเอง)

https://www.youtube.com/watch?v=0qd-wUwXhvc
Load More Related Articles
Load More By update
Load More In ธรรมะ