ทำยังไงก็ไม่รวย..ใช้ธรรมะวางแผนการเงินดูสิ

ถ้าพูดถึงความรวย..ใคร ๆ ก็อยากรวย แต่จะทำยังไงให้รวย นอกจากซื้อหวยแล้ว หลายคนคิดไม่ออกเลยว่าจะมีทางไหนทำให้รวยได้

จริง ๆ แล้ว เราจะรวยหรือไม่รวย ไม่ได้อยู่ที่ว่าเรามีเงินมากหรือน้อยแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าเรา “พอ” ที่ตรงไหนต่างหาก

พระธรรมปิฎกได้กล่าวไว้ว่า เศรษฐศาสตร์ แนวพุทธนั้นเป็นเศรษฐศาสตร์สายกลาง หรือก็คือหลักเศรษฐศาสตร์แห่งความ “พอดี” แค่เรารู้จักพอดี รู้จักใช้ รู้จักเก็บ รู้จักวางแผนการเงินที่ดี แค่นี้เราก็รวยแล้ว

เชื่อว่าหลายคนน่าจะคุ้นเคยกับหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าได้สอนสำหรับการวางแผนการเงินกันเป็นอย่างดี นั่นก็คือ หลักโภควิภาค 4 ได้แก่ การแบ่งเงินที่หามาได้ออกเป็น 4 ส่วน ซึ่ง 1 ส่วน ใช้เพื่อตัวเองและบุคคลที่เกี่ยวข้อง อีก 2 ส่วน เก็บไว้ลงทุนการงาน ส่วนสุดท้ายเก็บไว้ใช้ยามคราวจำเป็น

โภควิภาค 4 เป็นหลักในการวางแผนการเงินที่ร่วมสมัยมาก นอกจากจะสอนให้เก็บออมแล้ว พระพุทธองค์ยังทรงสอนให้เหล่าพุทธศาสนิกชนเก็บเงินไว้ลงทุนตั้งแต่สมัยพุทธกาล ไม่ใช่เอาแต่ใช้และเก็บออมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรู้จักทำให้เงินที่มีอยู่งอกเงยขึ้นมาด้วย

หลายคนเข้าใจผิดว่าจะรวยหรือไม่ อยู่ที่ว่ามีเงินเก็บเยอะแค่ไหน แต่จริง ๆ แล้วการเก็บออมอย่างเดียวไม่ได้ทำให้รวย ถ้าอยากรวยต้องรู้จักสร้างเนื้อสร้างตัว รู้จักหา รู้จักใช้ รู้จักลงทุน และรู้จักเก็บ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลต้องอยู่บนพื้นฐานของคำว่า “หัวใจเศรษฐี” หรือ “ทิฏฐธัมมิกัตถะ” ที่ไม่ได้แค่ทำให้รวย แต่ยังทำให้ถึงพร้อมทั้งทรัพย์ เกียรติยศ และมิตรด้วย

ทิฏฐธัมมิกัตถะ หรือ หัวใจเศรษฐี คือธรรมที่ทำเพื่อประโยชน์ที่เห็นได้ในชาตินี้ ประกอบด้วย 4 ประการ ที่เมื่อทำแล้วจะทำให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มีทรัพย์สินเงินทอง และญาติมิตร อีกทั้งพาให้เกิดความสุขและความมั่นคงในชีวิต เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นวิธีลัดที่จะทำให้รวยได้ แต่ข้อสำคัญคือต้องลงมือทำ..การอ่านอย่างเดียวไม่ได้ทำให้รวย!!

1. หาทรัพย์เป็น

หลักธรรมอุฏฐานสัมปทาคือสอนให้หาเงิน คนเราจะบริหารเงินได้ อย่างแรกคือต้องมีเงินให้บริหารเสียก่อน ถ้าไม่มีเงินก็ไม่รู้จะบริหารยังไง

คนเราจะหาเงินได้ ก็ต้องมีวิชาความรู้ในการหาเลี้ยงชีพ ทุกอาชีพต้องมีวิชาความรู้เป็นเบื้องต้นทั้งนั้น ไม่ว่าจะขายของ ขายอาหาร ก็ต้องเริ่มจากการหาความรู้ ฝึกฝน จนกลายเป็นความเชี่ยวชาญ หากยิ่งรู้กว้าง ก็ยิ่งมีโอกาสมาก สองอย่างนี้ก็จะกลายเป็นหนทางแห่งทรัพย์ในอนาคต แต่อย่าลืมว่าความรู้จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าไม่ลงมือทำ

2. เก็บรักษาทรัพย์เป็น

อารักขสัมปทา คือการเก็บรักษาทรัพย์ให้เป็น การหาเงินว่ายากแล้ว แต่การเก็บเงินที่หามาได้ยิ่งยากกว่า..เคยได้ยินคำนี้ไหม “มีเงิน ต้องเก็บ ไม่ใช่มีเท่าไหร่ก็ใช้จนหมด” คือหาเงินมาได้ ต้องรู้จักเก็บให้เป็น

บางคนมีคำถามขึ้นในใจว่า “แค่ใช้ไปวัน ๆ ยังไม่มีเลย จะเอาที่ไหนมาเก็บ”

คำตอบเดียวเลยก็คือ มีเท่าไหร่ก็เก็บเท่านั้น มี 5 บาทก็เก็บ 5 บาท มีบาทเดียวก็เก็บบาทเดียว ขอแค่ต้องสร้างนิสัยในการออม การเก็บเงินที่ถูกต้องให้เกิดขึ้นให้ได้ อย่าคิดแต่ว่าไม่มีเงิน ไม่มีกิน รายได้น้อย ไม่มีเก็บ หรือคิดแต่จะเป็นหนี้เค้าอย่างเดียว ถ้าคิดจะเป็นหนี้ ก็เป็นหนี้เค้าทั้งชาตินั่นแหละ ต้องกลั้นใจเจียดมาเก็บให้ได้

ทุกคนรู้ดีว่าการเก็บเงินนั้นไม่ง่าย แต่ก็ต้องใช้ความพยายาม วิธีก็คือพอได้เงินมาแล้ว ต้องเก็บเลย ยังไม่ต้องไปสนใจว่าจะใช้ยังไงให้พอ ตัดใจเก็บก่อนเลย ด้วยวิธีนี้เราจะรู้จักวิธีลดในส่วนที่ไม่จำเป็นออกไป แล้วใช้เฉพาะที่พอสมน้ำสมเนื้อกับเงินที่มีอยู่ได้เอง

ที่สำคัญการเก็บทรัพย์กับการหาทรัพย์ต้องมีความสัมพันธ์กัน ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาเก็บอย่างเดียว แต่ไม่รู้จักทำให้ทรัพย์เหล่านั้นเพิ่มพูนได้เลย แบบนี้ก็ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะตามหลักโภควิภาค 4 แล้ว เราต้องรู้จักลงทุน รู้จักทำให้เงินที่มีอยู่งอกเงย แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความรู้และการลงทุนที่ดี ถึงจะเรียกว่าเก็บรักษาทรัพย์เป็น

3. สร้างเครือข่ายคนดี

กัลยาณมิตรา คือการคบคนดีเป็นเพื่อน คนเราต้องรู้จักสร้างสัมพันธ์เชื่อมโยงกับคนอื่นตลอดเวลา ไม่มีใครอยู่คนเดียวบนโลกนี้ได้ อย่าลืมว่ามนุษย์สัตว์สังคม ทุกคนต้องมีเพื่อน มีคู่ค้า มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น แต่เราต้องเป็นคนดีและเลือกที่จะคบแต่คนดี เพราะคนนิสัยแบบไหนก็จะดึงดูดคนแบบนั้นเข้ามา คนดีก็จะดึงดูดคนดี คนไม่ดีก็จะดึงดูดแต่คนไม่ดี

อย่าลืมว่าสภาพแวดล้อมและคนที่เราคบ จะเป็นตัวกำหนดว่าชีวิตในอนาคตของเราจะเป็นแบบไหน ถ้ามีเพื่อนที่ดี ที่เป็นกัลยาณมิตร มีสภาพแวดล้อมที่ดี ก็จะช่วยผลักดันและพัฒนากันไปสู่ความสำเร็จจนมีความมั่งคั่งร่ำรวยได้ แต่ถ้าไร้เพื่อน ไร้เครือข่ายก็เหมือนการสู้อยู่คนเดียว ถามว่ามีโอกาสที่จะสำเร็จไหม ก็คงมี แต่อาจจะยากกว่าคนที่มีพวก มีทีมนั่นเอง

4. ใช้ทรัพย์เป็น

สมชีวิตา หรือการใช้ทรัพย์ที่มีอยู่ให้เป็น รู้จักใช้ให้เหมาะกับกำลังทรัพย์ของตัวเอง หรือรู้จักประมาณตนนั่นเอง ถ้ารู้อยู่ว่ามีรายได้น้อย ก็ต้องรู้จักใช้ให้น้อย ไม่เอาเงินในอนาคตมาใช้ ไม่สร้างหนี้ สร้างภาระให้กับตัวเอง

จริง ๆ แล้วคนเราใช้เงินกัน 2 รูปแบบ คือใช้ในสิ่งที่จำเป็น และใช้ในสิ่งที่ต้องการ ซึ่งสิ่งที่จำเป็นก็คือปัจจัย 4 อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค นอกเหนือจากนี้คือสิ่งที่ต้องการ เป็นสิ่งที่ถ้าไม่มีก็ไม่ได้เดือดร้อน แต่ก็ยังอยากจะมี หรือ

เห็นเค้ามีก็อยากมีบ้าง ต้องถามตัวเองด้วยว่า ที่เงินไม่พอ ไม่มีเก็บนั้น เราใช้จ่ายไปกับอะไร..ความจำเป็นหรือความต้องการกันแน่

บางครั้งที่เราบอกว่าจำเป็น แต่ดูด้วยว่าแบบไหน เช่น อาหาร จำเป็นก็จริง แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะกินแบบไหน เราถึงมีเก็บ เสื้อผ้าก็เหมือนกัน เราเลือกได้ว่าจะใส่เสื้อผ้าแบบไหน เราถึงจะมีเก็บ ถ้ายังหลอกตัวเอง ยังใช้ความต้องการนำหน้าแบบนี้เรียกว่าใช้ทรัพย์ไม่เป็น

คนใช้เงินเป็นต้องไม่ใช้จ่ายเกินตัว ไม่สร้างหนี้ รู้จักหยุด รู้จักพอ และที่สำคัญต้องรู้จักใช้จ่ายอย่างสมเหตุสมผล ไม่มากและไม่น้อยเกินไป

ทั้ง 4 ประการนี้เป็นหลักธรรมของพระพุทธเจ้าทรงสอนเราตั้งแต่สมัยพุทธกาล คำสอนเหล่านี้ยังคงร่วมสมัยและใช้ได้ดีจนถึงปัจจุบัน สิ่งที่ต้องทำก็แค่ต้องนำไปใช้ จะมีประโยชน์อะไรถ้าเราแค่รู้วิธี แต่ไม่เคยนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เลย

Load More Related Articles
Load More By G Update
Load More In ข้อคิด