“หลวงพ่อคะ สวดมนต์ในใจ กับ สวดมนต์แบบออกเสียงดัง อานิสงส์เท่ากันไหมคะ.?”

พุทธมนต์นั้นใครสวดก็ตาม สวดมนต์ระลึกในใจ มีอานุภาพแผ่ไปได้หมื่นจักรวาล สวดออกเสียงพอฟังได้ มีอานุภาพแผ่ไปได้แสนจักรวาล สวดมนต์เช้าเย็นธรรมดา มีอานุภาพแผ่ไปได้แสนโกฏิจักรวาล สวดเต็มเสียงสุดกู่ มีอานุภาพแผ่ไปได้อนันตจักรวาล

อานุภาพการสวดมนต์ เสียงดัง สวดในใจ และเสียงสาธุการ

สมัยที่ท่านพระอาจารย์มั่น..พักอยู่บนดอยปะหร่อง (เชียงใหม่) กับพระอาจารย์มนู ตอนเช้าเที่ยวบิณฑบาต พอให้พรเสร็จ ท่านได้สอนให้ชาวบ้านกล่าวสาธุพร้อมกันด้วยเสียงสูง ท่าน (พระอาจารย์มั่น) เล่าเป็นเชิงตลกว่า มือทั้งสองข้างของเขาชูขึ้นข้างบนเหมือนบั้งไฟจะขึ้นสู่ท้องฟ้า ว่างั้น

วันหนึ่ง ท่านนั่งพักในส่วนที่ทำเป็นที่พักกลางวัน มีเทพพวกหนึ่งมาจากเขาจิตรกูฏ มาถามท่านว่า

“เสียงสาธุ สาธุนั้น สาธุอะไร สะเทือนสะท้านทุกวัน พวกเทพทั้งหลายได้ฟัง มีความสุขไปตาม ๆ กัน”

ท่านมาพิจารณาว่า เสียงอะไร ที่ไหน จึงระลึกได้ว่า เสียงสาธุการของชาวบ้านตอนถวายทานนั่นเอง

พอรับทราบแล้วพวกเทพก็กล่าวว่า “เขาก็สาธุการด้วย” แล้วทำประทักษิณเวียนขวาลากลับไป ส่วนมากพวกเทพเขาจะทำอย่างนั้น

ท่านพระอาจารย์มั่น เลยมาพิจารณาต่อได้ความว่า

พุทธมนต์นั้นใครสวดก็ตาม จะเป็นกิจวัตรของพระสงฆ์เช้า เย็น หรือชาวพุทธทุกคน

สวดมนต์ระลึกในใจ มีอานุภาพแผ่ไปได้หมื่นจักรวาล

สวดออกเสียงพอฟังได้ มีอานุภาพแผ่ไปได้แสนจักรวาล

สวดมนต์เช้าเย็นธรรมดา มีอานุภาพแผ่ไปได้แสนโกฏิจักรวาล

สวดเต็มเสียงสุดกู่ มีอานุภาพแผ่ไปได้อนันตจักรวาล

แม้สัตว์ที่อาศัยอยู่ในสามภพ และที่สุดอเวจีมหานรก ยังได้รับความสุข เมื่อแว่วเสียงพุทธมนต์ผ่านลงไปถึงชั่วขณะชั่วครู่หนึ่ง ดีกว่า หาความสุขไม่ได้เลยตลอดกาล

นี้คืออานิสงส์ของพระพุทธมนต์ ท่านพระอาจารย์มั่นว่าอย่างนี้

หลวงพ่อคะ สวดมนต์แบบในใจ กับ สวดมนต์แบบออกเสียง อานิสงส์เท่ากันไหมคะ.?”

หลวงพ่อ : “ไม่เท่าหรอก เพราะมันเหนื่อยไม่เท่ากัน… อานิสงส์ ถ้าแปลตามความหมายแปลว่า ผลที่พึงจะได้รับ ลีลาการสวดมนต์ในใจก็ไม่แน่ สุดแท้แต่คน บางคนนึกในใจ จิตเขาฟุ้งซ่านใช่ไหม..บางคนออกเสียงเหนื่อยเกินไป สวดในใจดีกว่า

ก็รวมความว่า สุดแล้วแต่ทำอย่างไหนจิตจะมีสมาธิดีกว่ากัน บางคนนึกในใจไม่ได้หรอก จิตฟุ้งซ่าน ต้องว่าออกเสียงดัง ๆ

ถ้าอย่างหลวงพ่อออกเสียงดังไม่ดี นึกในใจดีกว่า ก็สุดแล้วแต่คน นี่ผลก็ต้องอยู่ที่ว่าคนใดจิตมีสมาธิดีกว่า และสวดมนต์ได้ดีกว่ากัน ต้องถือตามนั้นนะ

การสวดมนต์มีอานิสงส์ใหญ่ สวดน้อยก็มีอานิสงส์ใหญ่ อานิสงส์ใหญ่จริง ๆ อยู่ที่เจตนา จิตมีความเคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์จริง

และเวลาสวดมนต์ด้วยความเคารพจริง ถึงสวดน้อยก็มีอานิสงส์ใหญ่ ถ้าสวดมนต์ว่าเรื่อยเปื่อยไปไม่ได้ตั้งใจ ว่าส่งเดช อย่างนี้ว่ามาก ก็ยังมีอานิสงส์น้อย

ทีนี้ถ้าจะถามว่าสวดมนต์กับภาวนา อย่างไหนจะมีอานิสงส์มากกว่า ถ้าสวดมนต์ก็อยู่แค่อุปจารสมาธิ ถ้าภาวนาสั้น ๆ จิตเป็นฌานได้ต่างกัน ทีนี้ถ้าคนภาวนาส่งเดชก็ไม่เป็นเรื่องเหมือนกัน แต่ภาวนาส่งเดชก็ดีกว่าไม่ภาวนาเลย ใช่ไหม..”

การทำกรรมมี ๓ ทาง คือ มโนกรรม(ทางใจ) , วจีกรรม(ทางวาจา) , กายกรรม(ทางกาย)

การสวดมนต์ คือการทำกรรมทางวาจา ที่เรียกว่า วจีกรรม จึงต้องมีการเปล่งเสียง ออกอักขระทางวาจา

การสวดมนต์ในใจ ไม่เรียกว่าการสวดมนต์ แต่เรียกว่า การบริกรรมภาวนา

ก็หุบปากอยู่เงียบกริบ แล้วจะเรียกว่า “สวด” ได้ไงกัน ?

ดังนั้น ในภาวะปกติ บุญของการสวดแบบบริกรรมย่อมน้อยกว่าการเปล่งเสียงแน่นอน

ยกเว้น คุณบริกรรมบทสวดมนต์ไปเรื่อย ๆ จนได้จิตรวมเป็นสมาธิขึ้นมา แบบนั้นจึงจะได้บุญมากกว่าการสวดออกเสียง

อยู่ที่เจตนา ความตั้งใจในการสวด การนึกความคิดขณะสวดที่จะบูชาคุณพระรัตนตรัย

ควรเข้าใจความหมายด้วยจะดีที่สุด ใจที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิยิ่งนิ่งยิ่งได้บุญมาก

เรียบเรียงโดย likepost.me

cr.https://pantip.com/topic/34591307

Load More Related Articles
Load More By G Update
Load More In ธรรมะ